1. บทนำ

ภายใต้โครงการความช่วยเหลือในการพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) สหภาพพม่า และราชอาณาจักรไทย เพื่อช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านในการถ่ายทอดเทคโนโลยี และประสบการณ์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพิ่มโอกาสในการศึกษาและประกอบอาชีพ จึงได้มีการประชุมประชุมเชิงปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ระหว่างไทย-สปป.ลาว ในวันที่ 10-11 มิถุนายน 2547 พอสรุปได้ว่า การศึกษาศักยภาพและการใช้ประโยชน์เบื้องต้นของชีวมวล-ของเหลือในอุตสาหกรรมไม้ โรงสี ฟาร์มกาแฟ และขยะ ซึ่งเป็นงานด้านพลังงานทดแทน ที่ สปป.ลาว ต้องการความช่วยเหลือจากประเทศไทย โดยมีกรมไฟฟ้า สปป.ลาว เป็นหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือกับฝ่ายไทย

สปป.ลาว เป็นประเทศเกษตรกรรม พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศถูกใช้สำหรับเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชต่างๆ หลายชนิด รวมทั้งไม้ยืนต้นต่างๆ ทำให้ปริมาณของเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรหลังจากการเก็บเกี่ยวรวมกับเศษวัสดุเหลือทิ้ง จากโรงงานอุตสาหกรรมการเกษตรมีอยู่เป็นจำนวนมาก  ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ทั้งสิ้น ซึ่งการนำชีวมวลเหล่านี้มาใช้เป็นเชื้อเพลิงจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดภาระรายจ่ายในการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมทั้งยังสามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตและรายได้แก่ประชาชนด้วย

 

2. วัตถุประสงค์

 

  1. เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพชีวมวลที่สามารถนำมาใช้ผลิตพลังงาน
  2. เพื่อจำแนกประเภทเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการใช้ชีวมวลผลิตพลังงาน
  3. เพื่อศึกษาอุปสงค์ และอุปทานของการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล ในการที่จะเป็นแนวทางในการศึกษาความเหมาะสม และวางแผนการส่งเสริมการใช้ชีวมวลเป็นเชื้อเพลิง

 

3. กรอบความคิด


จากวัตถุประสงค์ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ) ที่ปรึกษา เห็นว่า การดำเนินการตามโครงการที่จะเป็นผลสำเร็จได้ ภายใต้กรอบแนวคิดของการประสานความร่วมมือตามแผนภูมิต่อไปนี้

 

โดยที่ปรึกษาจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลไทยในการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลให้เป็นไปตามแผนและวัตถุประสงค์


4. ขอบเขตการดำเนินงาน

 

  1. ศึกษาสถานภาพ ชนิดและปริมาณชีวมวลที่จะนำมาใช้ผลิตพลังงานในปัจจุบันของ สปป.ลาว
  2. สำรวจและเก็บข้อมูลชีวมวลที่เหลือทิ้งสำหรับ
  3. โรงงานอุตสาหกรรมไม้  2  แห่ง  ในเขตนครหลวงเวียงจันทน์
  4. โรงสี  2  แห่ง ในเขตแขวงเวียงจันทน์
  5. ฟาร์มกาแฟ  2  แห่ง  ในเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก
  6. โรงงานขยะ  2  แห่ง  ในเขตนครหลวงเวียงจันทน์
  7. ศึกษาและเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชนิดและปริมาณชีวมวลในการผลิตพลังงาน
  8. ประเมินศักยภาพความเป็นไปได้ และปริมาณพลังงานที่ได้จากชีวมวลแต่ละชนิด
  9. ศึกษา และวิเคราะห์ อุปสงค์  อุปทาน  และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์  จากการนำชีวมวลมาใช้ผลิตพลังงาน
  10. ศึกษา วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการแก้ไขในการใช้เทคโนโลยีผลิตพลังงานจากชีวมวล
  11. จัดทำฐานข้อมูลผลการศึกษาทั้งหมด โดยให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ที่มีอยู่ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ Oracle
  12. จัดประชุมสัมมนา  ประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่โครงการ และสรุปผลการประชุมไว้ในรายงานฉบับสุดท้าย

 

5. รายละเอียดการดำเนินงาน


1. ติดต่อและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถให้แหล่งข้อมูลที่เป็นหน่วยงานของรัฐ และ เอกชนของสปป.ลาวเช่น

-      กรมไฟฟ้า สปป.ลาว

  1. ศูนย์สถิติแห่งชาติ
  2. กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ (Ministry of Agriculture and Forestry)
  3. กระทรวงอุตสาหกรรมลาว
  4. กรมทรัพยากรธรณี สปป.ลาว
  5. ศูนย์เกษตรกรรมนครหลวงเวียงจันทน์
  6. UNDP (United Nation Development Program)
  7. FAO (Food and Agriculture Organization)
  8. กรมส่งเสริมการลงทุน สปป.ลาว (Investment Promotion Department)

2.  เก็บข้อมูลชีวมวลทางการเกษตร ดังนี้

  1. โรงงานอุตสาหกรรมไม้  2  แห่ง  ในเขตนครหลวงเวียงจันทน์
  2. โรงสี  2  แห่ง ในเขตแขวงเวียงจันทน์
  3. ฟาร์มกาแฟ  2  แห่ง  ในเมืองปากซอง แขวงจำปาสัก
  4. โรงงานขยะ  2  แห่ง  ในเขตนครหลวงเวียงจันทน์

3.  เลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชนิดและปริมาณชีวมวลในการผลิตพลังงาน โดยคำนึงถึง

  1. เทคโนโลยีราคาถูก  จัดหาได้ง่าย  และผลิตได้เอง
  2. ได้เชื้อเพลิงที่มีค่าความร้อนสูง สะเก็ดไฟน้อย  ติดไฟง่าย  ควันน้อย  จัดเก็บและขนส่งได้ง่าย ความชื้นน้อย  และต้นทุนการผลิตราคาถูก เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชีวมวลที่ประชาชนใช้อยู่เป็นประจำ

4. ประเมินศักยภาพความเป็นไปได้ และปริมาณพลังงานที่ได้จากชีวมวลแต่ละชนิด สำหรับปริมาณพลังงานหรือค่าความร้อน หาจากเครื่อง Bomb Calorimeter  ในห้องปฏิบัติการมหาวิทยาลัยมหาสารคาม แล้วเปรียบเทียบกับเชื้อเพลิงชีวมวลที่ประชาชนใน สปป.ลาว ใช้งาน พร้อมวิเคราะห์ ถึงความเป็นไปได้ในการนำมาใช้ทดแทนของเดิมโดยไม่ขัดต่อวิถีชีวิตแบบเดิม


5.  ศึกษา และวิเคราะห์ อุปสงค์ อุปทาน และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์โดยการศึกษาอุปทาน  จะศึกษาความต้องการใช้ชีวมวลโดยทางอ้อม โดยปริมาณชีวมวลที่ต้องการหาจากผลคูณระหว่างปริมาณผลผลิตทางการเกษตร ที่จะก่อให้เกิดชีวมวลนั้น กับสัดส่วนของการเปลี่ยนจากปริมาณผลผลิตให้เป็นปริมาณชีวมวลที่มีข้อมูลแล้ว โดยอาศัยแหล่งข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน สปป.ลาว เช่น

  1. ศูนย์สถิติแห่งชาติลาว
  2. กระทรวงกสิกรรม และป่าไม้ สปป.ลาว
  3. กระทรวงอุตสาหกรรม สปป.ลาว
  4. ศูนย์เกษตรกรรมนครหลวงเวียงจันทน์
  5. กรมไฟฟ้า สปป.ลาว

ในด้านอุปสงค์   มหาวิทยาลัยได้ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อมูลการใช้พลังงาน
ชีวมวลตามหน่วยงานที่กล่าวข้างต้น เพื่อเพิ่มฐานข้อมูลในการวิเคราะห์ศักยภาพการนำชีวมวลเหลือใช้มาทำเป็นเชื้อเพลิง ในส่วนของการประเมินด้านเศรษฐศาสตร์ จะประเมินในรูปแบบอัตราการคืนทุน (Internal Rate of Return)  ในระดับผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้ใช้ และในภาพรวมของประเทศ


6. ศึกษาและวิเคราะห์ ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขในการใช้เทคโนโลยีผลิตพลังงานจากชีวมวล โดยคำนึงถึง

  1. ความพอเพียงของชีวมวลที่เหลือทิ้งในการนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล
  2. กลไกด้านราคาในการผลิตและจำหน่าย
  3. เทคโนโลยีไม่ยุ่งยากเกินไป

7.  จัดทำฐานข้อมูลผลการศึกษาทั้งหมด โดยที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานที่มีอยู่โดยใช้โปรแกรม Oracle โดยมหาวิทยาลัยจะมีโปรแกรมเมอร์คอยประสานงานกับตัวแทนของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ตลอดโครงการ


8.  จัดประชุมสัมมนา ประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่โครงการและสรุปผลการประชุมไว้ในรายงานฉบับสุดท้ายโดย

  1. การจัดประชุมสัมมนาอย่างน้อยจะต้องประกอบด้วยผู้แทน สปป.ลาว  ผู้แทนกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และผู้แทนมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมผู้สนใจ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของโครงการ ความร่วมมือด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
  2. จัดทำเอกสารเผยแพร่ในการประชุมสัมมนา

9.  จัดทำแผนการดำเนินงานตลอดช่วงโครงการ ส่งให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานใน 1 เดือนแรก นับจากวันลงนามในสัญญา รวมทั้งจัดส่งรายงานผลการดำเนินงานทุกเดือนจนกว่าจะจบโครงการ

 

6. ข้อมูลเบื้องต้น

สปป.ลาว เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล มีพรมแดนติดจีนและสหภาพพม่า ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ติดเวียดนามทางทิศตะวันออก ติดกัมพูชาทางทิศใต้ และติดประเทศไทยทางทิศตะวันตก


สปป.ลาว มีประชากร ประมาณ 5,609,997 คน ความหนาแน่นของประชากร  100 คน ต่อ 1 ตร.กม. ประชากร ประกอบด้วย ชาวลาวลุ่ม(อาศัยอยู่ในเขตที่ราบ) ร้อยละ 68, ลาวเทิง (อาศัยอยู่ในเขตที่ราบสูง) ร้อยละ 22, ลาวสูง (ชนเผ่าม้ง และชาวเขาเผ่าต่างๆ) ร้อยละ 9 ชนกลุ่มน้อยเชื้อสายจีนและเวียดนาม ร้อยละ 1  ประชากรกว่าร้อยละ 90 นับถือ ศาสนา พุทธ ซึ่งรัฐบาลได้ให้สิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา


ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไป สปป.ลาว มีพื้นที่ประมาณ 236,800 ตร.กม. พื้นที่ส่วนใหญ่ประมาณ 3 ใน 4 ของประเทศเป็นป่าและเขา ประมาณ 96,760 ตร.กม. มีที่ราบเพาะปลูกเพียงเล็กน้อยบริเวณที่ราบเชิงเขาและที่ราบลุ่มแม่น้ำเพียงร้อยละ 8 หรือ ประมาณ 18,944 ตร.กม. สปป.ลาว ตั้งอยู่ในเขตโซนร้อนได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว ฤดูละประมาณ 4 เดือน จากการที่เป็นทางผ่านของพายุหมุนเขตร้อนซึ่งก่อตัวทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ จึงทำให้เกิดอุทกภัยเกือบทุกปี ฤดูร้อน เริ่ม ตั้งแต่ มี.ค.- ก.ค. อากาศร้อนอบอ้าวและร้อนมาก อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 35 องศาเซลเซียส ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่ ก.ค.- พ.ย. อุณหภูมิจะลดลง ฝนตกชุกบริเวณภูเขาและป่าทึบ ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยทั่วประเทศ 1,270 - 2,290 มม.  ฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่ พ.ย.-มี.ค. อากาศหนาวเย็นโดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือและตามยอดเขาสูง อุณหภูมิจะลดต่ำสุดในเดือน ม.ค. เฉลี่ยประมาณ 10 องศาเซลเซียส  ส่วนภาคกลางและภาคใต้อากาศไม่หนาวจัด


สปป.ลาวปกครองประเทศด้วยระบบสังคมนิยม มีประธานประเทศเป็นประมุขของชาติ และรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีพรรคการเมืองเดียว คือ พรรคประชาชนปฏิวัติลาว (พปปล.) LAO People’s Revolutionary Party มีสมาชิก ประมาณ 100,000 คน โครงสร้างทางการเมืองของสปป.ลาว ประกอบด้วย   5  องค์กรหลัก   ได้แก่   ประธานประเทศ   พรรคประชาชนปฏิวัติลาว  สภาแห่งชาติ       รัฐบาล    และ ศาลและอัยการประชาชน   
เมืองที่สำคัญทางด้านเศรษฐกิจของสปป.ลาวส่วนใหญ่จะเป็นเมืองที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศไทยและมีความสำคัญทางด้านโบราณสถานได้แก่

  1. “นครหลวงเวียงจันทน์”  เป็นนครหลวงของประเทศ  และเป็นเขตการปกครองพิเศษ  เรียกว่านครหลวงเวียงจันทน์ (เดิมเรียกว่ากำแพงนครเวียงจันทน์)  อยู่ตรงข้ามกับจังหวัดหนองคาย  มีประชากรประมาณ  650,600  คน (ปี 2546)  ซึ่งสมัยอาณาจักรล้านช้าง  เวียงจันทน์มีชื่อว่า “จันทบุรีกรุงศรีสัตนาคณหุต”  โดยพระไชยเชษฐาธิราชสถาปนาให้เป็นนครหลวงแห่งอาณาจักรล้านช้าง  ในราว พ.ศ. 2107 (ลาวว่า พ.ศ. 2106)
  2. “แขวงสะหวันนะเขต”   เป็นแขวง (จังหวัด)ที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศ  อยู่ตรงข้ามกับจังหวัดมุกดาหาร  ประชากรประมาณ  833,900  คน (ปี 2546)
  3. “แขวงจำปาสัก”   เป็นแขวง (จังหวัด) ที่มีประชากรมากเป็นอันดับสาม  มีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดอุบลราชธานี   ประชากรประมาณ  622,400  คน (ปี 2546)
  4. “แขวงหลวงพระบาง”  เป็นแขวง (จังหวัด) ที่มีประชากรมากเป็นอันดับสี่  อยู่ทางตอนเหนือของสปป.ลาว  มีประชากรประมาณ  452,900  คน  ได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกในปี 2541  จากองค์การยูเนสโก้ (UNESCO) ซึ่งทำให้เมืองหลวงพระบางเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วโลก  เกี่ยวกับการอนุรักษ์โบราณสถาน  เช่น  วัดเก่าแก่ที่สำคัญ   พระราชวังเจ้ามหาชีวิต  และสิ่งปลูกสร้างที่สำคัญทางประวัติศาสตร์  รวมทั้งธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อมที่งดงาม  ควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้คงไว้  ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

เศรษฐกิจของสปป.ลาว มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นในปี   2547  โดย GDP  Growth  อยู่ในระดับ  6.5%  เนื่องจากการลงทุนของภาคเอกชน  การส่งออกไปยังตลาดหลัก  เช่น  เวียดนาม  ไทย  และสหภาพยุโรป (EU) สูงขึ้น  การส่งออกของ สปป.ลาว ขยายตัวดีขึ้นจาก  5.2%  ในปี 2546 เป็น 6.2%  ในปี 2547  การท่องเที่ยวดีขึ้นขยายตัวที่ระดับ 6.8%  (การท่องเที่ยวมีรายได้คิดเป็น 1 ใน 4 ของ  GDP)  ผลผลิตทางการเกษตรสูงขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย  และความช่วยเหลือของไทยภายใต้กรอบ  ECS  ทำให้ภาคการเกษตรของลาวขยายตัวประมาณ 4.3%  ในปี 2547  อุตสาหกรรมมีการขยายตัวอันเป็นผลมาจาก  GSP  ที่ได้รับจาก  EU
การคมนาคมเป็นปัญหาสำคัญของลาว  เพราะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นป่าเขา  ทำให้ลำบากต่อการเดินทางและขนส่ง    ปัจจุบันรัฐบาลได้สร้างถนนเพิ่มเติม  มีถนนติดต่อกับเวียดนามทั้งทางเหนือและทางใต้ แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการเดินทางทางน้ำ  มีท่าเรือริมแม่น้ำโขง  ที่สำคัญคือ  ท่านาแล้ง  - ที่เวียงจันทน์,  แก้งกะเบา - ที่สะหวันนะเขต  และปากเซ – ที่จำปาสัก  สามารถล่องสินค้าไปออกปากแม่น้ำโขงที่โฮจิมินห์ซิตี้ได้ นอกจากนี้การคมนาคมทางอากาศมีการบินพาณิชย์ในประเทศ  ส่วนภายนอกประเทศมีการบินติดต่อกับกรุงเทพฯ  และเชียงใหม่

 

7. การผลิตและการใช้พลังงานใน สปป.ลาว


การผลิตพลังงานของ สปป.ลาว ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของพลังงานไฟฟ้าจากพลังน้ำ เนื่องจากภูมิประเทศของสปป.ลาวส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงและมีฝนตกชุกตลอดปีทำให้มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปีสูง โดยเฉพาะในตอนใต้ของประเทศที่มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยสูงระหว่าง 1,000 – 3,000 มม. ทำให้สปป.ลาวสามารถสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บน้ำสำหรับผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีไฟฟ้าที่ผลิตจากถ่านหินลิกไนต์บางส่วน ดังแสดงในตาราง

 

แหล่งผลิตพลังงาน

ปริมาณ/อัตราการผลิต

การใช้ประโยชน์

พลังงานน้ำ

2,988 MW

ไฟฟ้า

ลิกไนต์

608 MW

ไฟฟ้า

                การใช้พลังงานของสปป.ลาว จะอยู่ในรูปของการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งปริมาณการใช้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ ปี 1997 โดยเฉพาะในปี 2003 เมื่อเทียบกับปี 2002 มีการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นถึง 21.67% โดยภาคเศรษฐกิจที่มีอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 24.02%  ภาคสื่อสารและบริการ 22.15% ส่วนในภาคบันเทิงปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าในปี 2003 ลดลงจากปี 2002  26.47%  สัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าจำแนกตามภาคเศรษฐกิจ จากข้อมูลในปี 2003  พบว่าภาคครัวเรือนมีสัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้ามากที่สุด  51.40% รองลงมาได้แก่ภาคอุตสาหกรรม 23.00 %  ภาคการสื่อสารและบริการ 10.79%  ส่วนภาคบันเทิงมีการใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยที่สุด คือ 0.85 % สัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าจำแนกตามภาคเศรษฐกิจในปี 2003 แสดงดังรูป

พลังงานไฟฟ้าที่ใช้เกือบทั้งหมดที่ใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากเขื่อน พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะขายให้แก่ประเทศไทย แต่ก็มีบางส่วนที่ต้องซื้อจากประเทศไทยเช่นกัน เนื่องจากสปป.ลาวมีข้อจำกัดในการเดินสายส่ง พื้นที่ที่อยู่ใกล้เคียงชายแดนประเทศไทยจึงใช้วิธีซื้อจากประเทศไทยซึ่งมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า

 

8. สถานภาพชีวมวลใน สปป.ลาว


8.1 ข้าว จากข้อมูลในปี 2004  มีพื้นที่ปลูกข้าวรวม 770,320 เฮกตาร์  ผลผลิตข้าวเปลือกรวม 2,529,000 ตัน โดยแขวงสะหวันนะเขตมีพื้นที่การปลูกข้าวมากที่สุด 155,034 เฮกตาร์  ผลผลิตข้าวเปลือก 533,305 ตัน รองลงมาเป็นแขวงจำปาสัก มีผลผลิตข้าวเปลือก 304,510 ตัน และกำแพงนครเวียงจันทน์ 295,380 ตัน ตามลำดับ ส่วนแขวงที่มีผลผลิตข้าวเปลือกน้อยที่สุดคือ แขวงเซกอง มีพื้นที่ปลูกข้าว 3,600 เฮกตาร์ ผลผลิตข้าวเปลือก 9,490 ตัน


8.2 ข้าวโพด ข้าวโพดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของ สปป.ลาว จากข้อมูลในปี 2004 สปป.ลาว มีพื้นที่ปลูกข้าวโพด 203,500 เฮกตาร์ ผลผลิตรวม 67,500 ตัน โดยแขวงที่มีปริมาณผลผลิตข้าวโพดมากที่สุด คือ แขวงไชยบุรี 17,320 ตัน โดยมีพื้นที่ปลูกมากถึง 50,600 เฮกตาร์  รองลงมาได้แก่ แขวงอุดมไซ ปริมาณผลผลิต 9,018 ตัน  ส่วนแขวงที่มีปริมาณผลผลิตน้อยที่สุด คือแขวงไชสมบูน  95 ตัน       

       
8.3 กาแฟ จากข้อมูลในปี 2004  พบว่า สปป.ลาว มีการปลูกกาแฟในแขวงต่างๆ จำนวน 8 แขวงได้แก่ หลวงน้ำทา อุดมไช หลวงพะบาง เชียงขวาง สาละวัน เซกอง จำปาสักและอัตตะปือ แขวงจำปาสักมีปริมาณผลผลิตกาแฟมากที่สุด คือ 13,550 ตัน แยกเป็นเมล็ดกาแฟ 11,924 ตัน เปลือกกาแฟ 1,626 ตัน รองลงมาคือแขวงสาละวันมีผลผลิต  7,200 ตัน แยกเป็นเมล็ดกาแฟ 6,336 ตัน เปลือกกาแฟ 864 ตัน                            


8.4 ผลิตผลทางการเกษตรอื่นๆ ผลิตผลทางการเกษตรอื่นๆ เช่น อ้อย  ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง เป็นต้น เศษวัสดุเหลือทิ้งจากพืชเหล่านี้ เกิดขึ้นทั้งในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและกระบวนการการแปรรูป เช่น  เปลือกและต้นของถั่ว  ชานอ้อยที่ถูกหีบเอาน้ำอ้อยออกไปแล้ว เป็นต้น จากข้อมูลสถิติผลิตผลทางการเกษตรในปี 2004 สปป.ลาว มีพื้นที่ปลูกอ้อยรวมทั้งสิ้น 223,300 เฮกตาร์ ผลผลิตอ้อย 7,030 ตัน  พื้นที่ที่มีการปริมาณการปลูกอ้อยมากที่สุดคือ  แขวงหลวงน้ำทา มีปริมาณผลผลิต 1,453 ตัน รองลงมาคือ แขวงบอลิคำไซ 1,183 ตัน ส่วนแขวงที่มีผลผลิตอ้อยน้อยที่สุดคือ แขวงสาละวัน ซึ่งมีผลผลิต 10  ตัน ส่วนถั่วลิสงมีปริมาณผลผลิตรวมทั้งประเทศ  14,605 ตัน แขวงสาละวันมีปริมาณผลผลิตมากที่สุดคือ  5,193 ตัน ส่วนรองลงมาได้แก่ ไชยะบุรี และจำปาสัก ซึ่งมีปริมาณผลผลิต 2,289 ตัน และ 1,640 ตัน ตามลำดับ         สำหรับถั่วเขียวและถั่วเหลืองมีผลผลิต  2,415 ตัน และ 5,620 ตัน  ตามลำดับ  


8.5 เศษวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมไม้              ป่าไม้เป็นทรัพยากรที่สำคัญ ที่สร้างรายได้ให้สปป.ลาว โดยรายได้จากป่าไม้คิดเป็นสัดส่วนถึง 3.2% ของ GDP โดยมีพื้นที่ป่าไม้  2.5 ล้านเฮกตาร์ ที่ทางการระบุให้เป็นพื้นที่ผลผลิตป่าไม้ โดยพื้นที่ประมาณ 9,750,000 เฮกตาร์  (39%) อยู่ในภาคเหนือ 1.3 ล้านเฮกตาร์ (52%) อยู่ในภาคกลาง และ 2,250,000 เฮกตาร์ (9%) อยู่ในภาคใต้ ศักยภาพของผลผลิตป่าไม้ประมาณการที่ 77.8 ล้านลูกบาศก์เมตร (31 m3/ha)  อุตสาหกรรมป่าไม้ก่อให้เกิดเศษวัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตประกอบด้วย ไม้ฟืน , ขี้เลื่อย และเศษไม้ เป็นต้น ซึ่งสามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานชีวมวลในรูปแบบเชื้อเพลิงแข็งได้ อย่างไรก็ตามในการนำชีวมวลเหล่านี้ไปใช้งานจะต้องทำการแปรรูปหรือจัดทำให้อยู่ในสภาพที่สะดวกต่อการใช้งาน การจัดเก็บและการขนส่งด้วย

 

8.6 ขยะ การสำรวจปริมาณขยะในสปป.ลาว เป็นการประมาณการโดยใช้อัตราการผลิตขยะ 0.7 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ดังนั้นปริมาณขยะที่ได้จึงเป็นปริมาณที่ประเมินจากจำนวนประชากรทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในแต่ละแขวง ซึ่งแขวงสะหวันนะเขต มีปริมาณขยะต่อวันมากที่สุด คือ 577.26 ตัน รองลงมาคือ นครหลวงเวียงจันทน์ มีปริมาณขยะ 486.83 ตันต่อวัน แขวงที่มีปริมาณขยะน้อยที่สุดคือ เขตพิเศษไชสมบูน มี  26.98 ตันต่อวัน
8.7 มูลสัตว์ สปป.ลาวเป็นประเทศกสิกรรมนอกจากการทำเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพหลักของประชากรส่วนใหญ่แล้ว การเลี้ยงสัตว์ก็เป็นอาชีพรองที่สำคัญของประเทศ ลักษณะการเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงแบบปล่อย สัตว์เลี้ยงที่สำคัญ ได้แก่ วัว ควาย หมู และไก่  จากการรวบรวมข้อมูลในปี 2004 พบว่า ในสปป.ลาว มีการเลี้ยงวัวรวมทั้งสิ้น 1,307,000 ตัว ควาย 1,113,000 ตัว หมู 1,416,000 ตัว และไก่  19,480,000 ตัว 

 

9. การคัดเลือกพื้นที่สำรวจข้อมูล


จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลในสปป.ลาว ทีมที่ปรึกษาร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานของสปป.ลาว ได้ทำการพิจารณาคัดเลือกพื้นที่ที่จะทำการสำรวจและเก็บข้อมูลโดยละเอียด โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือกพื้นที่จะพิจารณาแขวงที่มีปริมาณของชีวมวลที่สนใจมากที่สุดก่อนเป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตามจากการพิจารณาร่วมกันอย่างละเอียด โดยการเสนอแนะของผู้ประสานงานฝ่ายสปป.ลาวซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ เห็นว่าในพื้นที่บางส่วนถึงแม้จะมีปริมาณชีวมวลที่สนใจในปริมาณมากแต่ศักยภาพในการนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานค่อนข้างต่ำ เนื่องด้วยอุปสรรคจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงและยังขาดระบบการคมนาคมขนส่งที่ดี รวมถึงกระกระจายตัวของชีวมวลตามสภาพภูมิประเทศที่ยากต่อการรวบรวม ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงศักยภาพในการนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงาน  ดังนั้นการคัดเลือกพื้นที่เพื่อทำการสำรวจและเก็บข้อมูล จึงต้องพิจารณาทั้งด้านปริมาณการผลิตชีวมวล  ข้อจำกัดในการคมนาคมและระเบียบข้อปฏิบัติของสปป.ลาว ทั้งนี้จากข้อมูลและข้อจำกัดดังที่ได้กล่าวมา ที่ปรึกษาได้คัดเลือกพื้นที่สำหรับเก็บข้อมูลโดยให้ครอบคลุมกับหลักเกณฑ์ที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานกำหนด  ซึ่งมีรายละเอียดังนี้

1. โรงงานอุตสาหกรรมไม้  จำนวน 6  แห่ง 

  • แขวงบอริคำไซ จำนวน 2 แห่ง
  • แขวงอัตตะปือ จำนวน 2 แห่ง
  • แขวงสาละวัน จำนวน 2 แห่ง

2. โรงสีข้าว จำนวน 4  แห่ง

  • แขวงสะหวันนะเขต จำนวน 2 แห่ง
  • แขวงสาละวัน จำนวน 2 แห่ง

3. ฟาร์มกาแฟ จำนวน 1 แห่ง ในแขวงจำปาสัก

4. โรงงานกาแฟ จำนวน  1 แห่ง ในแขวงจำปาสัก

5. โรงงานขยะ จำนวน  2  แห่ง 

  • นครหลวงเวียงจันทน์ จำนวน 1 แห่ง
  • แขวงจำปาสัก จำนวน 1 แห่ง

6.   ไร่ข้าวโพด 1 แห่ง

 

10. ผลการสำรวจข้อมูล


ในการสำรวจ ได้ศึกษาภาพโดยรวมของแต่ละแขวงในพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งจากการสำรวจของอุตสาหกรรมไม้ จำนวน 6  แห่ง ใน 3 แขวง โรงสีข้าว จำนวน 4 แห่ง ใน 2 แขวง โรงงานกาแฟ 1 แห่ง ฟาร์มกาแฟ 1 แห่ง ข้าวโพด 1 แห่ง และขยะ 2 ชุมชนเมือง โดยมีรายละเอียดการสำรวจและการเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้


10.1 โรงงานอุตสาหกรรมไม้ ปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ได้คิดเป็น 75.83% ของปริมาณไม้ซุง เศษวัสดุที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต คือ  เศษไม้ และขี้เลื่อย    ปริมาณของเศษไม้ที่เกิดขึ้นคิดเป็น 19.17% และขี้เลื่อยมี 5% โดยในปัจจุบันเศษไม้ส่วนหนึ่งจะถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับหม้อไอน้ำเพื่อผลิตไอน้ำใช้ในการอบไม้ และบางส่วนมีการขายให้แก่ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงเพื่อนำไปใช้ในการหุงต้ม ดังนั้นส่วนที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย คือ ขี้เลื่อย  มีปริมาณ  481,340 ตันต่อปี หรือเทียบเท่าพลังงานความร้อน  433,206 GJ/ปี หรือ 10.25 ktoe

Sankey Diagram อุตสาหกรรมไม้ของโรงงานอุตสาหกรรม

 

10.2 โรงสีข้าว จากการสำรวจข้อมูลของโรงสีข้าวทั้ง 4 แห่ง โดยเป็นโรงสีข้าวในแขวงสะหวันนะเขต 2 แห่ง และในแขวงสาละวัน 2 แห่ง พบว่า ปริมาณแกลบ คิดเป็น 21.55 % ของปริมาณข้าวเปลือก ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการคำนวณหาปริมาณแกลบทั้งหมดในประเทศและในแขวงต่างๆได้ จากข้อมูลการผลิตข้าวรวมทั้งประเทศในปี 2004   มีข้าวเปลือก  2,529,000  ตัน คิดเป็นแกลบที่เหลือทิ้งจากกระบวนการสีข้าวทั้งหมด  545,000  ตัน

Sankey Diagram  กระบวนการสีข้าวของโรงสีข้าวโดยเฉลี่ยของ สปป.ลาว

 

10.3 ฟาร์มกาแฟ ทางที่ปรึกษาได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ฟาร์มกาแฟ  1 แห่งและโรงงานกาแฟ 1  แห่ง  ในแขวงจำปาสัก  จากการสำรวจพบว่า  ในโรงงานกาแฟมีเศษวัสดุที่เหลือจากกระบวนการสีเม็ดกาแฟ  ซึ่งมีอยู่ในรูปของเปลือกกาแฟ คิดเป็นปริมาณ  12% ของเม็ดกาแฟที่สีได้ หรือ คิดเป็นปริมาณ 2,000 ตันต่อปี ซึ่งโรงงานดังกล่าวเปิดดำเนินงานเพียง 3 เดือนต่อปี โดยเศษวัสดุดังกล่าวทางโรงงานได้นำไปใส่ในไร่สวนเพื่อเป็นปุ๋ย  ส่วนฟาร์มกาแฟพบว่า มีศักยภาพของการใช้ประโยชน์ในด้านพลังงานต่ำ

10.4 ขยะ จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ นครหลวงเวียงจันทน์  และแขวงจำปาสัก  โดยทำการเก็บข้อมูลที่แหล่งรับซื้อขยะ ซึ่งเป็นของเอกชน และแหล่งฝังกลบ (Landfill) ซึ่งเป็นของภาครัฐ จากการสำรวจและเก็บข้อมูลและการประเมินจากจำนวนประชากรในเขตนครหลวงเวียงจันทน์ ปริมาณของขยะที่จัดเก็บได้มีประมาณ 180 ตัน ซึ่งคิดเป็น 36.97% โดยแยกเป็นขยะอินทรีย์ ประมาณ 30% กระดาษ 6% พลาสติก 13% โลหะ 3% และอื่นๆ 48%  เมื่อประเมินปริมาณขยะในเขตนครหลวงเวียงจันทน์ที่เกิดขึ้นทั้งปี  177,693 ตัน จะมีปริมาณขยะที่สามารถจัดเก็บได้ทั้งหมด 65,693 ตัน แยกเป็นขยะอินทรีย์ 19,708 ตัน ซึ่งขยะอินทรีย์เหล่านี้สามารถนำมาเปลี่ยนรูปเพื่อเป็นแหล่งพลังงานได้ เช่น ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตก๊าซชีวภาพ โดยในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะอินทรีย์ที่สามารถนำมาใช้งานได้มากมาย เช่น การผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะแบบฝังกลบหรือการผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะอินทรีย์โดยใช้ถังหมัก ซึ่งในประเทศไทยเองได้มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และสามารถใช้งานได้ดีในระดับที่น่าพอใจ

10.5 ซังข้าวโพด แขวงอุดมไซมีปริมาณผลผลิตข้าวโพดมากเป็นอันดับสอง ของประเทศรองจากแขวงไชยบุรี ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นพบว่าแขวงไชยบุรีการเพาะปลูกที่ทำในพื้นที่ขนาดเล็กและกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ยากแก่สำรวจและการจัดเก็บรวบรวม ในขณะที่แขวงอุดมไซมีพื้นที่การเพาะปลูกขนาดใหญ่  การเพาะปลูกไม่มีการกระจายตัวมากนัก ดังนั้นที่ปรึกษาจึงเลือกสำรวจพื้นที่ เมืองเบงและเมือง ซึ่งอยู่ในแขวงอุดมไซและมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดขนาดใหญ่ จากการสำรวจพบว่าผลผลิตและเศษวัสดุเหลือจากไร่ข้าวโพด เมล็ดข้าวโพดมีปริมาณ 80%   ซังข้าวโพดมีปริมาณ    20 %  จากข้อมูลที่ได้จากการศึกษาพบว่ามีปริมาณซังข้าวโพดทั่วประเทศปริมาณ  13,500 ตัน/ปี โดยไม่ได้นำกลับมาใช้ประโยชน์เลย

 

Sankey Diagram  ของข้าวโพดที่แขวงอุดมไซ

 

11. ศักยภาพพลังงานจากชีวมวล


11.1 ขี้เลื่อยจากโรงงานอุตสาหกรรมไม้        จากข้อมูลปี 2005 สปป.ลาว มีผลผลิตผลิตภัณฑ์ไม้ 365,000 ตัน จากการสำรวจข้อมูลพบว่ามีสัดส่วนของขี้เลื่อยต่อผลิตภัณฑ์ไม้ไม่รวมเศษไม้  5%ซึ่งคิดเป็นปริมาณของขี้เลื่อย ทั้งหมด  18,250 ตัน ค่าความร้อนของขี้เลื่อยจากการทดสอบด้วยบอมแคลอรี่มิเตอร์ มีค่าเฉลี่ยประมาณ 18 MJ/kg  ดังนั้นปริมาณขี้เลื่อยทั้งหมดสามารถประเมินศักยภาพด้านพลังงานได้ 328,500 GJ หรือเท่ากับ 7.78 ktoe

11.2 แกลบจากโรงสีข้าว    ปริมาณการผลิตข้าวในสปป.ลาว ปี 2004 มีทั้งสิ้น 2,529,000 ตัน สัดส่วนของแกลบต่อผลิตผลข้าว คิดเป็น 21.55%  ดังนั้นในแต่ละปีจะมีแกลบที่เกิดจากกระบวนการสีข้าวของโรงสีเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันการใช้ประโยชน์จากแกลบยังมีน้อยมาก ทำให้ ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่จะทำการกำจัดโดยการเผาทำลายหรือขนไปทิ้งที่อื่น  ค่าความร้อนของแกลบเท่ากับ 14.27 เมกะจูล/กก.  ปริมาณแกลบทั่วประเทศมีประมาณ 545,000 ตัน ซึ่งมีศักยภาพในการนำมาใช้เป็นพลังงานได้ถึง 184.19 ktoe โดยแคว้นสะหวันนะเขตมีปริมาณแกลบมากที่สุดจากกการประเมินศักยภาพการผลิตพลังงานมีมากถึง 38.84  ktoe  หรือคิดเป็น 21% ของทั้งประเทศ

11.3 ขยะจากชุมชน ปริมาณขยะจากการสำรวจพบว่าสัดส่วนขยะเฉลี่ยต่อประชากรเป็น 0.7 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ดังนั้นที่ปรึกษาจึงทำการประเมินปริมาณขยะจากจำนวนประชากรในแต่ละแขวง จากนั้นทำการประเมินศักยภาพของการนำขยะมาใช้เป็นแหล่งผลิตพลังงาน โดยสัดส่วนของขยะอินทรีย์คิดเป็น 30 % ของปริมาณขยะที่ประเมินแขวงสะหวันนะเขต มีศักยภาพด้านพลังงานจากขยะชุมชนสูงที่สุดคือ 163,581 GJ หรือ เท่ากับ 3.87 ktoe  นครหลวงเวียงจันทน์มีศักยภาพด้านพลังงานจากขยะรองลงมาคือ 137,955 GJ หรือ เท่ากับ 3.27 ktoe  ปริมาณขยะอินทรีย์ทั้งประเทศ 158,973 ตัน คิดเป็นพลังงาน 1,112,811 GJ หรือเท่ากับ 26.34 ktoe

11.4 ซังข้าวโพด สัดส่วนของซังข้าวโพดมีประมาณ 20 % ของผลผลิต  ในปี 2004 สปป.ลาว มีปริมาณผลผลิตข้าวโพดทั้งหมด 67,500 ตัน ซึ่งคิดเป็นปริมาณซังข้าวโพดที่เหลือทิ้งประมาณ 13,500 ตัน  ซังข้าวโพดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ การกำจัดทิ้งทำโดยการเผาหรือปล่อยทิ้งไว้ให้เน่าเปื่อย ดังนั้นที่ปรึกษาจึงได้ทำการประเมินศักยภาพด้านพลังงานของซังข้าวโพด โดยค่าความร้อนของซังข้าวโพดที่ทดสอบได้ มีค่าโดยเฉลี่ย 18.04 เมกะจูลต่อกิโลกรัม ศักยภาพด้านพลังงานของซังข้าวโพดทั้งประเทศ คิดเป็น 5.77  ktoe

11.5 สรุป แกลบ มีศักยภาพด้านพลังงานสูงที่สุด  184.19 ktoe  ในขณะที่ขยะมีค่าพลังงาน  26.34 ktoe และขี้เลื่อย  10.25 ktoe และซังข้าวโพดมีค่าพลังงานอยู่ที่  5.77 ktoe ซึ่งรวมทั้งประเทศแล้วศักยภาพด้านพลังงานของชีวมวลของ สปป.ลาว มีกว่า  226.55  ktoe  จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าแกลบเป็นชีวมวลที่มีศักยภาพในด้านพลังงานสูงที่สุด คิดเป็นสัดส่วนศักยภาพพลังงาน 81.30% โดยแขวงที่มีปริมาณแกลบมากที่สุดคือแขวงสะหวันนะเขต  รองลงมาคือแขวงจำปาสัก และนครหลวงเวียงจันทน์ตามลำดับ  ส่วนศักยภาพด้านพลังงานของขยะ ขี้เลื่อย และซังข้าวโพด มีสัดส่วนเป็น 11.63%, 4.3% และ 2.54% ตามลำดับ ดังแสดงในตาราง

ชีวมวล
ค่าพลังงาน

GJ

(ktoe)

ขี้เลื่อย

433,206

10.25

แกลบ

7,777,142

184.19

ขยะ

1,112,811

26.34

ซังข้าวโพด

243,540

5.77

รวม

9,566,699

226.55

 

12. การคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม

ในการคัดเลือกเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการผลิตพลังงานจากชีวมวลที่มีศักยภาพสูง จำเป็นต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในด้านของวัตถุดิบและเทคโนโลยีที่จะใช้ รวมถึงต้องคำนึงถึงความสามารถในการตอบสนองความต้องการของประชาชนผู้ที่ต้องใช้งานและอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีโดยตรง

12.1 เทคโนโลยีเตาหุงต้มแบบใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง แกลบเป็นชีวมวลที่เหลือทิ้งจากกระบวนการสีข้าวมีศักยภาพด้านพลังงานสูง เนื่องจากมีปริมาณมากและเป็นวัตถุดิบที่หาง่ายมีอยู่ในท้องที่ นอกจากนี้ลักษณะของครัวเรือนใน สปป.ลาว มีการประกอบอาหารทุกวันและมีเตาที่ใช้ฟืน ถ่าน หรือก๊าซ LPG ซึ่งเชื้อเพลิงเหล่านี้จำเป็นต้องซื้อทำให้มีค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันโรงสีต้องประสบปัญหาในการจัดเก็บและทำลายแกลบ ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีเตาหุงต้มแบบใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิงจึงมีความเหมาะสม


12.2 เทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่งจากขี้เลื่อย เทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่งได้มีการพัฒนาจนสามารถใช้งานได้อย่างดีในเชิงพานิชย์ การผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่งจะเป็นการแก้ปัญหาการจัดการขี้เลื่อยในโรงงานและเพิ่มมูลค่าของเศษวัสดุเหลือทิ้ง อย่างไรก็ตามปัญหาการผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่งจากขี้เลื่อยคือ ความต้องการใช้งานขี้เลื่อยอัดแท่งภายในประเทศมีต่ำ เนื่องจาก สปป.ลาว เป็นประเทศที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงจำพวกไม้ ยังไม่มีดังนั้นการผลิตขี้เลื่อยอัดแท่งเชิงพานิชย์นั้นจำเป็นต้องหาตลาดในต่างประเทศเป็นหลัก


12.3 เทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะอินทรีย์ การผลิตก๊าซชีวภาพจากกขยะอินทรีย์เป็นการเปลี่ยนชีวมวลให้อยู่ในรูปของก๊าซชีวภาพ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในรูปความร้อนทดแทน ก๊าซ LPG หรือเชื้อเพลิงแข็ง ระบบผลิตก๊าซชีวภาพแบบถังหมักก๊าซชีวภาพจากขยะอินทรีย์ขนาดเล็กที่ได้รับการพัฒนาจนสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับใช้ในการผลิตก๊าซชีวภาพ นอกจากผลผลิตที่ได้จะเป็นก๊าซชีวภาพที่สามารถใช้งานในครัวเรือนได้โดยตรงแล้ว สิ่งที่ได้ตามมาอีกอย่างหนึ่งก็คือปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งสามารถใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถลดรายจ่ายทั้งในด้านพลังงานและค่าใช้จ่ายด้านการเกษตรไปในเวลาเดียวกัน

12.4 เทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากซังข้าวโพด  ซังข้าวโพดซึ่งเป็นของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตเมล็ดข้าวโพดมีเป็นจำนวนมาก โดยในปัจจุบันยังไม่มีการนำซังข้าวโพดมาใช้ประโยชน์ในด้านพลังงานแต่อย่างใด ดังนั้นการผลิตไฟฟ้าโดยใช้เทคโนโลยี Gasification ซึ่งใช้ซังข้าวโพดเป็นเชื้อเพลิงจึงเป็นการเพิ่มมูลค่าและกำจัดของเหลือทิ้งอย่างเป็นระบบและมีคุณค่า

 

13. การวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์

13.1 การผลิตขี้เลื่อยอัดแท่งเชิงพาณิชย์ ในอุตสาหกรรมไม้มีเศษวัสดุเกิดขึ้น 2 ชนิด คือ เศษไม้และขี้เลื่อย เศษไม้ได้มีการนำมาใช้ประโยชน์โดยการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือน ส่วนขี้เลื่อยเป็นเศษวัสดุที่ไม่มีประโยชน์และยังสร้างปัญหาให้แก่ทางโรงงาน ขี้เลื่อยที่เกิดขึ้นสามารถนำมาทำเป็นขี้เลื่อยอัดแท่ง เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้มในครัวเรือนได้        เครื่องอัดแท่งขี้เลื่อยที่มีกำลังการผลิต 250 kg/hr ใช้เงินลงทุนในส่วนของโรงเรือนและเครื่องอัดแท่ง  350,000 บาท ใช้ heater ไฟฟ้าขนาด 6 kW อายุการใช้งาน 5 ปี ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง  จำนวน  250 วัน/ปี จะมีรายได้จากการจำหน่ายขี้เลื่อยอัดแท่ง 3,000,000 บาทต่อปี  ค่า IRR 797.30% ระยะคืนทุน 0.12 ปี

 

13.2 การใช้เตาหุงต้มเชื้อเพลิงแกลบ แกลบที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสีข้าว รวมทั้งประเทศมีมากถึง 545,000 ตัน/ปี ซึ่งจาการศึกษาพบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะนำแกลบมาใช้ประโยชน์ได้โดยตรงคือ การนำแกลบมาใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้มในครัวเรือน โดยใช้เตาหุงต้ม gasifier ซึ่งเตาหุงต้มชนิดนี้จะสามารถเปลี่ยนแกลบให้เป็นแก๊สที่ติดไฟได้ที่เรียกว่า Producer gas และการเผาไหม้ Producer gas จะเป็นการเผาไหม้ที่สะอาดไม่มีเขม่าและควัน ก่อให้เกิดมลภาวะน้อยกว่าเตาหุงต้มที่มีอยู่ทั่วไป  การวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์ของเตาหุงต้ม Gasifier นี้ เปรียบเทียบกับเตาหุงต้ม LPG โดยคิดอายุการใช้งานที่ 5 ปี ค่าแก๊ส 350 บาท/ถัง ใช้ 6 ถัง/ปี เตาหุงต้ม gasifier ราคา 5,000 บาทต่อเครื่อง สามารถประหยัดแก๊ส LPG ได้ 3,600 บาทต่อปี ระยะคืนทุน 1.4 ปี EIRR มีค่า 61.95%

 

13.3 การผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะอินทรีย์ จากการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์พบว่า การใช้ระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะอินทรีย์ต้องใช้เงินลงทุนในระบบ 40,000 บาท ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้ คือ รายได้จากการประหยัดค่าเชื้อเพลิง 7,629 บาทต่อปี และในการผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะอินทรีย์นอกจากจะได้ก๊าซชีวภาพมาใช้ประโยชน์ในการหุงต้มแล้วผลผลิตอีกอย่างหนึ่งก็คือปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งสามารถนำไปใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีทำให้ลดรายจ่ายในการซื้อปุ๋ยได้ 2,850 บาทต่อปี นอกจากนี้การนำขยะอินทรีย์มาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตก๊าซชีวภาพยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและกำจัดขยะได้อีกปีละ 6,375 บาท รวมเป็นรายได้ที่เกิดจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพ 16,854 บาทต่อปี อย่างไรก็ตามยังมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการเดินระบบ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าแรงงานและค่าบำรุงรักษารวม 9,796 บาทต่อปี ทำให้การลงทุนมีระยะคืนทุน 5.6 ปี

13.4 การผลิตไฟฟ้าจากซังข้าวโพด ปี 2004 มีผลผลิตข้าวโพด 67,500 ตัน คิดเป็นปริมาณซังข้าวโพดที่เกิดขึ้นมีมากถึง 13,500 ตัน มีความเป็นไปได้ที่จะนำซังข้าวโพดมาผลิตไฟฟ้าเนื่องปริมาณซังข้าวโพดกระจุกตัวอยู่ที่  เมืองฮุนและเมืองปากเบง

โรงไฟฟ้าแบบ Gasification

 

การวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ของการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ซังข้าวโพด ถ้าคิดอายุการใช้งานที่  20  ปี ดอกเบี้ย  6.5 % ขนาดกำลังการผลิต 100 kW  รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย 1,640,000 บาทต่อปี ค่า IRR เท่ากับ 12.33% ระยะคืนทุน 7.31 ปี

 

14. การจัดทำเว็บไซต์เพื่อเป็นฐานข้อมูล


14.1 การจัดทำฐานข้อมูล การจัดทำฐานข้อมูลสำหรับเชื่อมต่อ oracle  เพื่อให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลที่ต้องการ โดยฐานข้อมูลที่สร้างขึ้นจะประกอบด้วยข้อมูลเบื้องต้นของโครงการ เช่น จำนวนประชากรของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) ปริมาณผลผลิตทางการเกษตร และศักยภาพของชีวมวลที่ทำการศึกษา


14.2 การจัดทำเว็บไซต์      การจัดทำเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลของโครงการซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาต่าง ๆ ซึ่งสามารถLinkไปในหัวข้อต่างๆได้และยังสามารถนำโฮมเพจนี้ไปติดตั้งไว้กับเว็บไซต์ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ได้ ซึ่งข้อมูลโครงการแบ่งเป็นหัวข้อต่างๆได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ, ข้อมูลเบื้องต้นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, การผลิตและการใช้พลังงานในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, ผลการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูล, ศักยภาพพลังงานจากชีวมวล, เทคโนโลยีการผลิตพลังงานจากชีวมวล, การวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ตัวอย่างของเว็บไซต์ที่จัดทำแสดงดังรูป

ตัวอย่างหน้า Home page

 

15. การจัดประชุมสัมมนา


เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่โครงการ ทางที่ปรึกษาจึงได้จัดการประชุมสัมมนาขึ้น  เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2549 ที่โรงแรมดอนจันทน์ พาเลซ   นครเวียงจันทน์ ประเทศสปป.ลาว  ตั้งแต่เวลา 10.30 – 16.30 น. มีจำนวนผู้เข้าร่วมสัมมาทั้งสิ้น  47 คน  ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้ง 2 ประเทศ  โดยในส่วนของประเทศไทย ประกอบด้วย

  1. ผอ.ชัยวุฒิ สุทธิเรืองวงศ์  ผู้อำนวยการกองแผนงาน ผู้แทนอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
  2. คุณอารีรัตน์ อยู่หุ่น ผู้แทนกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และคณะกรรมการตรวจโครงการ จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
  3. ผศ.ธีระพจน์ พุทธิกีฏกวีวงศ์  และทีมที่ปรึกษาโครงการจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ในส่วนของ สปป.ลาว ประกอบด้วย

  1. ดร.สีมอน พิจิต รองอธิบดีห้องการกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ สปป.ลาว
  2. ท้าวบัวเทพ มาลายคำ หัวหน้าฝ่ายไฟฟ้าชนบท
  3. รศ.ดร.กำพอน นันทะวง  และคณะ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
  4. ตัวแทนจาก Department of Forestry
  5. ตัวแทนจาก Japan for International Cooperation Agency
  6. ตัวแทนจาก Hydropower Development Division , DOE
  7. ตัวแทนจาก Paksap Sugar  Factory

ในการประชุมสัมมนาครั้งนี้เป็นการนำเสนอผลการรวบรวม สำรวจและเก็บข้อมูลของที่ปรึกษาเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างทีมงานของทั้งสองประเทศ โดยบรรยากาศในการประชุมมีการนำเสนอข้อมูลศักยภาพทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณของชีวมวลเพื่อนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงาน รวมถึงการนำเสนอเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับเปลี่ยนรูปชีวมวลเป็นพลังงานทั้งพลังงานความร้อนและพลังงานไฟฟ้า เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม  มีประสิทธิภาพสูง มุ่งเน้นสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น  และไม่ขัดต่อประเพณีดั้งเดิมของประชาชนในสปป.ลาว   

ผู้เข้าร่วมประชุม ถ่ายรูปร่วมกัน

 

16. สรุปผลการศึกษา


จากการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลของชีวมวลของเหลือใช้ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ทั้ง 5 ชนิด คือ ขี้เลื่อย, แกลบ, กาแฟ, ขยะอินทรีย์และซังข้าวโพด  ซึ่งใช้ในการพิจารณาคัดเลือกเทคโนโลยีเพื่อใช้สำหรับเปลี่ยนชีวมวลให้เป็นพลังงาน และทำการคำนวณเพื่อหาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ได้ผลสรุปดังนี้


16.1 ขี้เลื่อยจากโรงงานอุตสาหกรรมไม้  มีปริมาณ  481,340 ตันต่อปี หรือเทียบเท่าพลังงานความร้อน  433,206 GJ/ปี หรือ 10.25 ktoe ปัจจุบันยังไม่มีการนำขี้เลื่อยมาใช้ประโยชน์ด้านพลังงาน ส่วนใหญ่จะถูกเผาทำลายหรือนำไปทิ้งที่อื่นซึ่งก่อให้เกิดปัญหามลภาวะและปัญหาของผู้ประกอบการในการจัดหาพื้นที่เพื่อการทำลาย ดังนั้นเพื่อเป็นการนำขี้เลื่อยมาใช้ประโยชน์ในด้านพลังงาน ซึ่งจะต้องจัดการให้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งานรวมทั้งสะดวกต่อการขนส่งและจัดเก็บ เทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่งจึงเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับการใช้ขี้เลื่อยในรูปเชื้อเพลิงแข็ง โดยจากการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการผลิตขี้เลื่อยเชิงพานิชย์พบว่า ค่า IRR  เท่ากับ 797.30% มีระยะคืนทุน 0.12 ปี


16.2 แกลบจากโรงสีข้าว มีศักยภาพมากที่สุดในจำนวนชีวมวลทั้ง 5 ชนิด  คิดเป็น 81.30% ของชีวมวลเหลือทิ้งทั้งหมด มีปริมาณ 545,000 ตันต่อปี หรือเทียบเท่าพลังงานความร้อน 7,777,142 GJ/ปี หรือ 184.19 ktoe  เทคโนโลยีการใช้เตาหุงต้มเชื้อเพลิงแกลบ ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของครัวเรือนและสอดคล้องกับลักษณะของการกระจายตัวของแกลบที่มีอยู่ในแทบทุกพื้นที่  ซึ่งจะสามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนสำหรับครัวเรือนที่ใช้ก๊าซ LPG เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้ม  โดยศักยภาพของแกลบสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเตาแกลบได้ 372,000 เตาหรือครัวเรือนต่อปี จากการคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์พบว่า ค่า IRR เท่ากับ 61.95% ระยะคืนทุน 1.4 ปี


16.3 ขยะจากชุมชน  ปริมาณขยะชุมชนที่เกิดขึ้นต่อวัน ใช้วิธีการประเมินจากจำนวนประชากร และจากการเก็บข้อมูลในพื้นที่พบว่า มีสัดส่วนขยะอินทรีย์ 30% ซึ่งจากการประเมินปริมาณขยะอินทรีย์ทั้งประเทศ ปริมาณขยะอินทรีย์ทั้งประเทศ 158,973 ตัน คิดเป็นศักยภาพพลังงาน 1,112,811 GJ หรือเท่ากับ 26.34 ktoe ขยะอินทรีย์เหล่านี้สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อใช้ในครัวเรือนทดแทนก๊าซ LPG ได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีที่เลือกใช้คือ เทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะอินทรีย์โดยใช้ถังก๊าซชีวภาพขนาดเล็ก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานได้พัฒนาขึ้นมาจนสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี จากการประเมินค่าทางเศรษฐศาสตร์พบว่าสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลา 4.3 ปี


16.4 ซังข้าวโพด ปริมาณซังข้าวโพดที่เกิดจากกระบวนการแปรรูปข้าวโพดในปี 2004 มีทั้งสิ้น 13,500 ตัน คิดเป็นพลังงาน  243,540 GJ หรือเท่ากับ 5.77 ktoe การผลิตไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยี Gasification โดยใช้ซังข้าวโพดเป็นเชื้อเพลิงนอกจากเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่เศษวัสดุเหลือทิ้งแล้วยังเป็นการแก้ปัญหาความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ได้ด้วย ผลการประเมินทางเศรษฐศาสตร์พบว่า ค่า IRR เท่ากับ 12.33% มีระยะคืนทุน 7.31 ปี


16.5 กาแฟ จากการเก็บข้อมูลชีวมวลของเศษวัสดุเหลือทิ้งจากการผลิตกาแฟ พบว่าในแต่ละปีมีปริมาณน้อยมาก ซึ่งมีศักยภาพที่จะนำมาใช้ประโยชน์ด้านพลังงานต่ำ และไม่คุ้มค่าในการจัดเก็บรวบรวม หรือการลงทุนเพื่อนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงาน

 

17. ปัญหาและข้อเสนอแนะ


ปัญหาและแนวทางแก้ไขของเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตพลังงานจากชีวมวลชนิดต่างๆ มีรายละเอียดดังนี้


17.1 การผลิตขี้เลื่อยอัดแท่งเชิงพาณิชย์  ปัญหาของเทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่งจากขี้เลื่อยในสปป.ลาวคือเรื่องการตลาด เนื่องจากความต้องการในการใช้เชื้อเพลิงอัดแท่งภายในประเทศนั้นมีน้อยมาก ซึ่งแนวทางการแก้ไขหากมีการผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่งจากขี้เลื่อยตามปริมาณที่ได้ศึกษา จึงจำเป็นต้องหาตลาดในต่างประเทศที่มีความต้องการเชื้อเพลิงอัดแท่งสูง เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป เป็นต้น นอกจากนี้การแก้ไขปัญหาจะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคราชการของสปป.ลาวอย่างจริงจังโดยอาจจะขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เช่น ประเทศไทย           

             
17.2 การใช้เตาหุงต้มแบบใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง  ปัญหาของการใช้เตาหุงต้ม Gasifier คือ เทคโนโลยีเตาหุงต้มGasifier จำกัดในวงวิชาการบางส่วนที่สนใจในเทคโนโลยีนี้ และยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งต้องมีการศึกษาวิจัยพัฒนาและข้อสำคัญเทคโนโลยีนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป  แนวทางในการแก้ไขปัญหานี้ อันดับแรกต้องนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศและทำการส่งเสริมด้วยการเผยแพร่ความรู้ ฝึกอบรมให้รู้จักและสามารถใช้งานเตาหุงต้ม Gasifier     นอกจากนี้ยังต้องมีการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้ก้าวหน้าและสามารถประยุกต์ใช้กับกิจกรรมอื่นๆต่อไปในอนาคต และการแก้ไขปัญหาจะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคราชการของสปป.ลาวอย่างจริงจังโดยอาจจะขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เช่น ประเทศไทย         


17.3 ระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะอินทรีย์                ระบบผลิตก๊าซชีวภาพที่เลือกใช้เป็นแบบถังหมักก๊าซชีวภาพจากขยะอินทรีย์สำเร็จรูปนาดเล็ก สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้วันละ 2.48 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน  เทคโนโลยีที่ใช้เป็นเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาให้ง่ายต่อการใช้งาน สะดวกต่อการดูแลรักษาและบริหารจัดการดังนั้นปัญหาในด้านเทคโนโลยีจึงมีน้อยมากหรือแทบจะไม่มี ปัญหาของเทคโนโลยีนี้อยู่ที่การจัดการปริมาณขยะอินทรีย์ที่ต้องใช้เป็นวัตถุดิบ ซึ่งปริมาณขยะอินทรีย์ที่เกิดขึ้นในครัวเรือนในแต่ละวันไม่เพียงพอ ดังนั้นพื้นที่ที่จะทำการติดตั้งระบบนี้จะต้องคำนึงถึงปริมาณของขยะอินทรีย์ที่จะนำมาป้อนให้แก่ระบบอย่างเพียงพอ แนวทางในการจัดการระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะอินทรีย์ อาจจะต้องทำการติดตั้งระบบนี้ไว้ในจุดที่มีการผลิตขยะอินทรีย์ในปริมาณมาก เพื่อให้สามารถจัดหาวัตถุดิบมาป้อนให้แก่ระบบอย่างเพียงพอ เช่น บริเวณตลาดสดของเทศบาล โรงเรียนหรือในชุมชนขนาดใหญ่ ดังนั้นการบริหารจัดการวัตถุดิบ ผลผลิตที่ได้และบุคลากรที่รับผิดชอบต้องมีความชัดเจน


17.4 การผลิตไฟฟ้าจากซังข้าวโพด                ปัญหาของ การผลิตไฟฟ้าด้วยกระบวนการ Gasification คือเทคโนโลยีนี้ มีราคาสูงมากและในการดำเนินงานจะต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจเป็นผู้ควบคุมดูแล เนื่องจากระบบการผลิตไฟฟ้าด้วยกระบวนการ Gasification มีความซับซ้อน ข้อสำคัญวัตถุดิบต้องเพียงพอต่อการผลิตทั้งปี แนวทางการแก้ไขปัญหานี้คือต้องนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศและ ต้องมีการพัฒนาบุคลากรขึ้นมารองรับ เพื่อให้สามารถควบคุม ดูแล แก้ไข ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้ยังต้องสามารถปรับปรุง พัฒนาระบบหรือเทคโนโลยีให้ดีขึ้นและเหมาะสมกับการใช้งานโดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลอื่นๆที่มีอยู่ในแต่ละท้องที่ของสปป.ลาว