1. บทนำ

1.1 ความสำคัญและที่มาของโครงการ

ตามที่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้ริเริ่มพัฒนาเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง และได้ปรับปรุงประสิทธิภาพ มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ซึ่งโดยทั่วไป เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง มีประสิทธิภาพสูง ถึง 29% เทียบกับเตาหุงต้มทั่วไปที่มีประสิทธิภาพประมาณ 20% และ ในปี 2546 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานได้ดำเนินโครงการพัฒนาการผลิต  และการใช้เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง  โดยได้สนับสนุนการฝึกอบรมแก่โรงงานผลิตเตาหุงต้มให้ผลิตเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงอย่างแพร่หลายทั่วประเทศไทย ตลอดจนได้รณรงค์ส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้มากขึ้นในชนบทอย่างแพร่หลาย และ สืบเนื่องจากการประชุมผู้นำว่าด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (ACMECS) ณ ประเทศสหภาพพม่า  เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2546 ได้มีการลงนามคำแถลงร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศไทย กับ ประเทศ สปป.ลาว ประกอบกับปัจจุบันราคาก๊าซหุงต้มได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และประชาชนในประเทศ สปป.ลาว ครัวเรือนส่วนใหญ่ยังใช้ฟืน และถ่าน เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการหุงต้มอาหาร ดังนั้น ในปี 2547 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ประเทศ สปป.ลาว ผลการประชุมประเทศทั้ง 2 มีความสนใจในความร่วมมือการดำเนินการพัฒนาเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง เพื่อส่งเสริมสนับสนุน ให้มีการผลิต และใช้เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง ในประเทศทั้งสอง มากขึ้น  เพื่อลดปริมาณการใช้ถ่านและไม้ฟืน หรือ แม้แต่ก๊าซหุงต้มเอง เป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมอาชีพการผลิตเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงให้แพร่หลายมากขึ้นด้วย ดังนั้น เพื่อให้ความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศบรรลุตามวัตถุประสงค์ ในปีงบประมาณ 2549 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน จึงได้เสนอโครงการและได้รับงบประมาณดำเนินงานพัฒนาเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังกล่าว
 

1.2 วัตถุประสงค์ของโครงการ

  1. ดำเนินการศึกษาสำรวจ ข้อมูล ด้าน การตลาด การผลิตเตาหุงต้ม ในพื้นที่เป้าหมาย
  2. ดำเนินการจัดอบรม การผลิตเตาหุงต้มประสิทธิภาพสุง ให้แก่โรงงานเตา และผู้สนใจ จนสามารถผลิตเตา เองได้
  3. ดำเนินการรณรงค์ สาธิต ประชาสัมพันธ์ การใช้เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงแก่ประชาชน มีการทดลองใช้จริง และ วางตลาดเพื่อจำหน่าย
 

1.3 พื้นที่ดำเนินงานของโครงการ

ประเทศ สปป.ลาว

 

1.4 ขอบเขตในการดำเนินการ

                ดำเนินงานในประเทศ สปป.ลาว ที่ปรึกษาจะต้องดำเนินการดังนี้

      1. การศึกษารวบรวมข้อมูล การใช้เตาหุงต้ม การผลิต เตาและการจำหน่าย เตาหุงต้มในประเทศ สปป.ลาว
      2. ดำเนินการศึกษาสำรวจ โดยสำรวจเฉพาะบริเวณที่มีศักยภาพ และเหมาะสม เพื่อใช้ในการวางแผนการฝึกอบรม การผลิต และการรณรงค์ สาธิต ประชาสัมพันธ์เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงตามเป้าหมายโครงการ  ดังนี้
      3. ศึกษา  สำรวจ  แหล่งดินที่จะนำมาฝึกอบรมปั้นเตา  ตามคุณสมบัติของดิน  และวิธีปั้นเตาหุงต้ม
      4. ศึกษา  สำรวจโรงงานผลิตเตา  และโรงงานผลิตเหล็กอาบสังกะสีทำถังเตา และ/หรือโรงผลิตถังเตาที่ทำด้วยเหล็กอาบสังกะสี เพื่อวางแนวทางการฝึกอบรม
      5. ศึกษา  สำรวจลักษณะ และพฤติกรรม  ในการใช้ถ่าน  ฟืน  เพื่อส่งเสริมการผลิตเตาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้
      6. ศึกษา  สำรวจ  ตลาดการจำหน่ายเตาหุงต้มที่มีศักยภาพและเหมาะสม  เพื่ออบรมแนะแนวทางการจำหน่ายให้แก่โรงงานผู้ผลิต  ตลอดจนวางแนวทางการ  รณรงค์  สาธิต  ส่งเสริมต่อไป
      7. ศึกษา สำรวจ  ความคิดเห็นที่มีต่อเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง สำหรับประชาชน และโรงงานผู้ผลิตเตาทั่วไป
      8. ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจ  ตามข้อ 1.4.2  และจัดทำรายละเอียดแผนการฝึกอบรม  ตลอดจนจัดทำรายละเอียดแผนการรณรงค์  สาธิต  ส่งเสริม  การใช้เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง
      9. จัดการฝึกอบรมการผลิตเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง  กำหนดเป้าหมายผู้เข้ารับการอบรมไม่น้อยกว่า 50 คน โดยคัดเลือกผู้เข้ารับการอบรม  จากโรงงานผู้ผลิตเตาแบบเดิม  โรงงานเครื่องปั้นดินเผา   ที่มีศักยภาพ และ/หรือ บุคคลผู้สนใจอื่น ๆ
      10. การฝึกอบรม  การผลิตเตา ตามข้อ 1.4.4  ให้ดำเนินการเป็นขั้นตอน  เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เข้าใจและบรรลุผลสำเร็จอย่างน้อย 5 ขั้นตอน ดังนี้ การเตรียมดิน การปั้นเตาการตัดแต่งเตา  และผลิตรังผึ้ง การผึ่งลมเตา การเผาเตาการบรรจุถังเตา
      11. การฝึกอบรมให้ความรู้  แนวทางการผลิต  การวิเคราะห์ต้นทุน  การตลาด  และการจำหน่ายเตาแก่โรงงานผู้ผลิตเตา  และผู้สนใจเพื่อส่งเสริมการจำหน่าย
      12. การรณรงค์  สาธิต  และประชาสัมพันธ์  การใช้เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงในบริเวณตลาด หรือแหล่งชุมชนที่เหมาะสม  เพื่อเผยแพร่เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง  อย่างน้อย 2 แห่ง ๆ ละ 1 ครั้ง
      13. การดำเนินการ ตามข้อ 1.4.5  ข้อ 1.4.6  ข้อ 1.4.7  และ ข้อ 1.4.8  ที่ปรึกษาจะต้องจัดหาวัสดุอุปกรณ์  และสิ่งอำนวยการความสะดวกอื่น  เพื่อให้การดำเนินการประสบความสำเร็จ  และสัมฤทธิ์ผล อันประกอบด้วย

      (1) วัสดุฝึกอบรม และแบบพิมพ์เตา จำนวน  50  ชุด
      (2) เครื่องนวดดิน  จำนวน 1 ชุด
      (3)  เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง (เพื่อรณรงค์สาธิต) จำนวน  150 เตา
      (4) วัสดุสิ่งพิมพ์ (สติกเกอร์  แผ่นพับ โปสเตอรและป้ายโฆษณา) และอุปกรณ์ในการรณรงค์สาธิต์ จำนวน 1 ชุด

 

1.5 วิธีการดำเนินงาน


ในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ  ที่ปรึกษาได้กำหนดวิธีการดำเนิน ในขั้นตอนต่างๆ ไว้ ดังนี้

    1. ประสานงานกับฝ่ายต่างๆ เพื่อเตรียมตัวเดินทางไป สำรวจข้อมูล ใน ประเทศ สปป.ลาว ศึกษา ทบทวน วิธีการ และ ขั้นตอน การผลิตเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง จนเข้าใจถ่องแท้
    2. เดินทาง ไป ประเทศ สปป.ลาว โดยมี ช่างผู้เชี่ยวชาญการผลิตเตาไปด้วย เพื่อ สำรวจข้อมูล ต่างๆ เช่น การใช้เตาหุงต้ม การผลิต การจำหน่าย และปัญหา ต่างๆ รวมทั้ง แหล่งดิน คุณภาพดิน สถานที่ที่จะใช้ในการอบรม (ครอบคุม ข้อ 1.4.1-1.4.2) และ เตรียมจัดหาอุปกรณ์ ต่างๆ ในการอบรม หากเป็นไปได้ จะจัดทำ ในประเทศ สปป.ลาวทั้งหมด และ เชิญชวน ผู้สนใจเข้าอบรม
    3. วิเคราะห์ ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ และเตรียมความพร้อม ทุกอย่าง (อุปกรณ์ การอบรมสัมนา เอกสารประชาสัมพันธ์ ฯลฯ) เพื่อ เข้าไปจัดอบรมสัมนา ในประเทศ สปป.ลาว
    4. เดินทางไป ประเทศ สปป.ลาว เพื่อ จัดการอบรม หากเป็นไปได้ จะดำเนินการ รณรงค์ สาธิต ประชาสัมพันธ์ ต่อเนื่องไปเลย หลังจากการอบรมแล้ว
    5. ในการจัดอบรมการผลิต ที่ปรึกษา จะจัดหาอุปกรณ์ ความสะดวกต่างๆ ตามข้อ 1.4.8 โดย บางส่วน อาจจะเตรียม ในพื้นที่ หากเป็นไปได้ หรือ นำไปจากประเทศไทย ถ้าจำเป็น
    6. สรุปผล และ ประเมินผลการดำเนินงาน    สำหรับผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการนี้ คือ
        1. ผู้เข้าร่วมอบรมสัมนามีความรู้ ความเข้าใจ สามารถผลิตเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงได้
        2. มีการผลิตเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง เพื่อจำหน่าย และมีการ นำไปใช้อย่างแพร่หลาย
    7. นำเสนอผลการดำเนินงานต่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และ ส่งรายงานฉบับสมบูรณ์
    8.  ระหว่างการดำเนินโครงการ จะมีการสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ด้านพลังงาน จากประเทศ สปป.ลาว จำนวน 2 คน ได้มาดูงาน ด้านพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ ในประเทศไทยด้วย
 

1.6 แผนและผล การดำเนินงาน


จากการที่ได้เริ่มดำเนินงาน และ ประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และ เพื่อความเหมาะสม คณะที่ปรึกษาได้กำหนดแผนการดำเนินการดัง
ตารางที่ 1.1

 

ตารางที่ 1.1 แผนการดำเนินการและผลการดำเนินงาน

 

โดยสรุป งานในทุกแผนงานสามารถดำเนินการได้ตามแผน เป็นที่เรียบร้อยดี

 

2. เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง

2.1 ความเป็นมาในการพัฒนาเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง

พลังงานที่ใช้ในการหุงต้มภาคครัวเรือนในประเทศ สปป.ลาว ส่วนใหญ่เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล โดยเฉพาะจากถ่านไม้และฟืน ซึ่งคณะที่ปรึกษาได้ทำการสำรวจการใช้เตาหุงต้มในประเทศ สปป.ลาว ซึ่งได้แสดงข้อมูลไว้แล้วในบทที่ 3 การหุงต้มอาหารในครัวเรือนส่วนใหญ่นิยมใช้เตาหุงต้มที่ใช้เชื้อเพลิงเป็นถ่านไม้หรือไม้ฟืน ซึ่งได้มีการใช้มาตั้งแต่ในอดีต เตาหุงต้มดังกล่าวมีการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนไปน้อยมาก เมื่อเทียบกับเตาสมัยใหม่เช่น เตาหุงต้มใช้น้ำมันก๊าด เตาแก๊ส เตาไฟฟ้า หรือเตาแก๊สชีวภาพ เตาหุงต้มที่ใช้ถ่านไม้หรือไม้ฟืนที่ใช้กันอยู่ที่เรียกว่า “เตาหุงต้มแบบดั้งเดิม” นั้นมีประสิทธิภาพเพียง 20% เท่านั้น ในขณะที่เตาแก๊สมีประสิทธิภาพสูงถึง 45-48% วิวัฒนาการของเตาหุงต้มประเภทต่างๆนี้ แบ่งออกได้เป็น 2 ระยะ ระยะแรก หลายพันปีมาแล้ว การพัฒนาของเตาหุงต้มชีวมวลในระยะนี้เป็นไปอย่างช้าๆ เนื่องจากไม้ฟืนยังมีมาก จึงมีใช้อย่างเหลือเฟือ เตาหุงต้มในระยะแรกนี้เป็นแบบกงฟืน ประกอบด้วยไม้ขาตั้งแขวนภาชนะ และเตาแบบหินสามก้อน ระยะที่ 2 ประมาณ 100 ปีมาแล้ว จึงมีผู้คิดค้นทำเตาหุงต้มใช้น้ำมันก๊าด แก๊สหุงต้ม และเตาไฟฟ้าซึ่ใช้อย่างแพร่หลายในประเทศตะวันตก

แต่เนื่องจากประเทศไทย ยังจำเป็นต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงชีวมวลอยู่ ดังนั้น กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ประเทศไทย ได้เล็งเห็นถึงการพัฒนาเตาหุงต้มจากเชื้อเพลิงชีวมวล ซึ่งเรียกว่า เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง เรียกว่า “ซูเปอร์อั้งโล่” มีประสิทธิภาพสูงถึง 29% เพื่อให้สามารถนำเชื้อเพลิงชีวมวลมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยมีการพัฒนาขึ้นในหลายส่วนของเตาอธิบายได้ดังตารางที่ 2.1 ซึ่งแสดงให้เห็นการเปรียบเทียบระหว่างเตา “เตาหุงต้มแบบดั้งเดิม” กับ “ซูเปอร์อั้งโล่”


จากตารางที่ 2.1 หลักสำคัญๆในการออกแบบเตา “ซูเปอร์อั้งโล่” คือการลดความร้อนสูญเสียที่เกิดขึ้นบริเวณปากเตา และทำให้การเผาไหม้ดีขึ้นโดยการทำรังผึ้งและรูรังผึ้งให้มีการไหลของอากาศดีขึ้น ซึ่งทำให้เตานี้มีประสิทธภาพสูงขึ้นและมีการได้หลักวิชาการมาช่วยในการออกแบบได้อย่างเหมาะสม


สืบเนื่องจากข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (ACMECS) ณ ประเทศสหภาพพม่า กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน จึงได้เลือก “ซูเปอร์อั้งโล่” เป็นอุปกรณ์ประหยัดพลังงานชนิดหนึ่ง ที่จะนำไปประชาสัมพันธ์และเผยแพร่สู่ ประเทศ สปป.ลาว

 

ตาราง เปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่างเตา “เตาหุงต้มแบบดั้งเดิม” กับ “ซูเปอร์อั้งโล่”

เตาหุงต้มแบบดั้งเดิม

เตาซูเปอร์อั้งโล่

1.รูปร่างใหญ่เทอะทะ

1.รูปร่างเพียวออกแบบถูกต้องตามหลักวิชาการ

2.วางหม้อได้เพียงบางขนาด

2.วางหม้อได้ถึง 9 ขนาด (เบอร์ 16-32)

3. เส้าเตาสูง และขอบเตาเว้ามากทำให้สูญเสียความร้อน

3. เส้าเตาต่ำ ขอบเตาเว้าน้อยทำให้ไม่สูญเสียความร้อน

4. ช่องใส่ถ่านใหญ่ ทำให้ต้องใส่ถ่านมากเกินความจำเป็น

4. ช่องใส่ถ่านพอดีกับการหุงต้มในแต่ละครั้ง

5. รังผึ้งบางชำรุดง่าย

5. รังผึ้งหนา ทนทาน

6. รูรังผึ้งใหญ่ดูดอากาศได้ไม่ดี

6. รูรังผึ้งเล็กดูดอากาศได้ดี

7. สูญเสียความร้อนไปมาก

7. สูญเสียความร้อนไปน้อยเนื่องจากเก็บกักความร้อนได้ดี

8. เปลือกเตาบาง ผุกร่อนง่าย

8. เปลือกเตาหนา คุณภาพดี ผุกร่อนยาก

9. ให้ความร้อนต่ำ

9. ให้ความร้อนสูง

10. อายุการใช้ง่ายสั้น

10. อายุการใช้งานยาวนาน

11. ใช้ถ่านมาก สิ้นเปลืองเงิน

11. ใช้ถ่านน้อย ประหยัดเงิน

 

2.2 วิธีผลิตเตา


การผลิตเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง โดยทั่วไปแล้วมีขั้นตอนสำคัญๆ ดังแสดงในแผนภาพในรูปที่ 2.1 และ มีรายละเอียดในการผลิต ดังต่อไปนี้ ส่วนขนาดแบบแปลนของเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงที่จะผลิตได้แสดงไว้ในภาคผนวก ก

รูปที่ 2.1 แผนผังแสดงขั้นตอนการผลิตเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง

 

2.3 ขั้นตอนการผลิต ที่สำคัญๆ สามารถสรุปได้ดังนี้


2.3.1 วัตถุดิบ

การคัดเลือกดินเหนียว

                2.3.1.1    การหาแหล่งดิน (Clay source) มีความสำคัญต่อการผลิตเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงมาก หากคัดเอาดินทั่วๆ ไป ที่มีคุณภาพไม่เหมาะสมมาผลิตเตา จะทำให้เกิดปัญหาเช่น ปั้นขึ้นรูปได้ยาก เกิดการแตกร้าว ไม่คงทนเมื่อเผาเสร็จแล้ว จากการทดลอง และประสบการณ์ ของช่างทำเตาตั้งแต่อดีต พบว่า ดินเหนียว ที่เกิดจาก ตะกอนในที่ราบต่ำ หรือ ตามลำน้ำ เป็นวัตถุดิบที่ดีมาก สำหรับปั้นเตา ดินเหนียวที่ขุดจากท้องนา (ควรขุดลึกกว่า 0.5  เมตรลงไป) ก็สามารถใช้ได้ดี   ดินเหนียวจะมีสีแตกต่างกัน เช่น สีเทาอ่อน สีเทาแก่ น้ำตาลเข้ม แล้วแต่แหล่งที่มา แต่เมื่อเผาแล้วส่วนมาก จะมีสีเหลืองหม่น หรือ สีเทา ส่วนมากมักจะนำดินเหนียวมาผสมกับ ขี้เถ้าแกลบดำ หรือ ดินเชื้อ เพื่อให้เกิดความเหนียว ปั้นขึ้นรูปได้ง่าย และ แข็งแรง เมื่อเผาแล้ว
                2.3.1.2    ดินเหนียว (Clay) โดยทั่วไปนิยมใช้ดินเหนียวสีเทาเข้ม ในการปั้นเตา เนื้อดิน ควรมีส่วนประกอบของอลูมินาและเหล็กออกไซด์สูง เพื่อสามารถหลอมละลายได้ที่อุณหภูมิไม่สูงนัก และควรมีซิลิก้า เป็นส่วนประกอบ อีกด้วย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงแก่ชิ้นงานหลังการเผา นอกจากนั้น ในดินเหนียว ยังประกอบด้วยสารอินทรีย์ ต่างๆ ทำให้เกิดรูพรุนในเนื้อเตา เพิ่มความเป็นฉนวน อย่างไรก็ตาม ส่วนประกอบต่างๆ ควรอยู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสม ขนาดของเมล็ดดินเหนียว ก็ควรจะมีขนาดที่พอเหมาะ หาก มีเมล็ดขนาดใหญ่เป็นส่วนมาก ก็มีโอกาส เกิดการแตกร้าวได้ง่าย  ดังนั้น ดินเหนียวที่มาจากแหล่งที่แตกต่างกัน ก็อาจจะต้องมีการเตรียมดินที่แตกต่างกันไปด้วย รูปที่ 2.2 แสดงตัวอย่างดินเหนียวที่สามารถใช้ทำเป็นวัตถุดิบในการทำเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงได้ (จากตลิ่งแม่น้ำมูลในประเทศไทย)
                 2.3.1.3   ดินเชื้อ (Grog) คือ ทำมาจากส่วนผสมของดินเหนียวและแกลบ นำมาปั้นเป็นก้อน แล้วเผาไฟจนสุก แล้วนำมาบดให้มีขนาดต่างๆ ตามที่ต้องการ แล้วใช้ผสมกับดินเหนียวใหม่ ก่อนนำไปปั้นเป็นชิ้นงาน เพื่อควบคุมปริมาณการหดตัวและสมดุลย์ อื่นๆ ป้องกันการแตกร้าวของชิ้นงานได้ โดยทั่วไปจะนำดินเชื้อมาผสมดินเหนียวในปริมาณ 20-50% แล้วแต่ประเภทของชิ้นงาน และคุณสมบัติของดินเหนียว ที่จะนำมาใช้ดังรูปที่ 2.3

 

แสดงตัวอย่างดินเหนียวที่สามารถใช้ทำเป็นวัตถุดิบในการทำเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงได้ (จากตลิ่งแม่น้ำมูลในประเทศไทย)

 

รูปที่ 2.2 ดินเหนียวที่ใช้ทำเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง จากตลิ่งแม่น้ำมูลในประเทศไทย

รูปที่ 2.3 ขี้เถ้าแกลบดำที่เตรียมไว้ผสมดินเหนียว

 

2.3.2 การเตรียมดิน


                2.3.2.1 การหมักดินเหนียว ดินเหนียวที่จะนำมาใช้ต้องสะอาด ไม่มี เศษไม้ เศษหิน มีแต่ดินเหนียวล้วนๆ ถ้าเป็นก้อนใหญ่ ก็ควรทุบให้ย่อยเป็นก้อนเล็กๆ ก่อนหมักควรตากไว้ให้แห้ง อย่างน้อย 1 วัน แล้วนำลงบ่อหมัก แช่ไว้ในน้ำ นานประมาณ 12-24 ชั่วโมง จนดินอิ่มน้ำอย่างทั่วถึง แล้วนำมาเตรียมไว้ผสม ดังรูปที่ 2.4
                2.3.2.2 การนวดและผสมดิน นำดินที่หมักแล้วมานวดผสมกับแกลบดำ นวดจนเข้ากัน (ส่วนใหญ่จะใช้เครื่องนวดดิน เพื่อความสะดวกและการผสมที่ดีกว่า) โดยทั่วไปจะ ใช้ดินเหนียว 2 ส่วน ต่อขี้เถ้าแกลบดำ 1 ส่วน ซึ่งอัตราส่วนผสมนี้ ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของดินแต่ละแห่งด้วย ขณะนวดผสมดินจะพรมน้ำตามไปด้วย เพื่อให้นวดได้ง่ายขึ้น ส่วนผสมที่เข้ากันดีแล้ว ให้นำมากองเก็บไว้ อาจจะแบ่งเป็นก้อนๆ ขนาดพอเหมาะที่จะทำเตา หรือ แบ่งทีหลังก็ได้ แล้วปิดด้วยพลาสติกหากยังไม่ใช้ทันที เพื่อไม่ให้ดินผสมแห้งเกินไป ดังรูปที่ 2.5

 

รูปที่ 2.4 บ่อหมักดินเหนียวและดินเหนียวที่หมักแล้ว

รูปที่ 2.5 เครื่องนวดผสมดิน และ ดินที่นวดแล้ว

 

2.3.3  แม่แบบพิมพ์

แม่แบบพิมพ์ สำหรับทำเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง มีสองชนิด ดังแสดงในรูปที่ 2.6 คือ

  1. แม่แบบพิมพ์ภายนอก ใช้สำหรับทำตัวเตา และ ส่วนฐานเตา
  2. แม่แบบพิมพ์ใน สำหรับทำปากเตา และ เส้าเตา

ก่อนทำการปั้นและใช้แม่พิมพ์ ทุกครั้ง จะต้องโรย ขี้เถ้า รอบๆแม่พิมพ์ก่อน ป้องกัน ดินเหนียวติดแม่แบบ และปั้นไม่ได้รูปทรง ดังแสดงในรูปที่ 2.7

 

รูปที่ 2.6 แม่แบบพิมพ์ภายนอก และ แม่แบบพิมพ์ภายใน

 

รูปที่ 2.7 โรยขี้เถ้าให้ทั่วแบบพิมพ์ก่อนทำการปั้น

 

2.3.4 การปั้นขึ้นรูป และ ปรับแต่งเตา

นำดินที่หมักแล้วใส่ลงในแม่พิมพ์ภายนอกซึ่งวางอยู่บนแท่น แล้วใช้มือตบปั้นขึ้นรูปเป็นทรงของเตาโดยให้มีความหนา และขนาด ภายในเป็นไปตามกำหนด แล้วตกแต่งผิวด้านในเตา ได้แก่ ห้องใต้รังผึ้ง ห้องเผาไหม้ ให้เรียบร้อย แล้ว แล้วอัดทับด้วยแม่พิมพ์ภายใน เพื่อขึ้นรูป ปากเตา และเส้าเตา ดังแสดงในรูปที่ 2.8

 

เมื่อได้ที่แล้ว ถอดแบบ นำเตาไปตากแดด ผึ่งลมให้แห้ง หมาดๆ ประมาณ 2-3 วัน แล้ว นำเตามาปาดตกแต่ง ปากเตา เส้าเตา และเจาะช่องลม แล้วนำไปตากแดด ผึ่งลม จนแห้งสนิท ใช้เวลา ประมาณ 2-4 วัน จะได้เตาที่พร้อมจะนำไปเผา ดังแสดงในรูปที่ 2.9 และ รูปที่ 2.10

 

2.3.5 การทำรังผึ้ง

นำดินที่นวดผสมแล้วใส่ลงในแบบพิมพ์ทรงกระบอก ใช้มือกดดินให้เต็มแบบ ใช้โลหะบาง ปาดเอาดินส่วนที่เกินออก ทิ้งไว้ให้แห้งพอหมาดๆ ประมาณ 2-3 วัน แล้วใช่แม่แบบเจาะรู เจาะตามรูปแบบที่ต้องการ โดยรูที่รังผึ้ง จะต้องเป็นทรงกรวยคว่ำ (taper) ด้านบนเล็กกว่าด้านล่าง จากนั้นนำไปผึ่งลมอีก 2-4 วัน แล้วนำไปเผาจนสุกเพื่อเพิ่มความแข็งแรง ดังแสดงในรูปที่ 2.11

 

2.3.6 การเผาเตา

การเผาเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง มีขั้นตอนเหมือนกันกับการเผาเตาหุงต้มทั่วไป หลังจากตกแต่ง และตากแห้งแล้ว อาจจะตกแต่งสีเพื่อความสวยงาม แล้วนำมาเรียงเป็นชั้นในเตาเผา การเผาอาจจะใช้เตาอุโมงค์ โดยใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง หรือ ใช้เตาเปิด ที่ใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิงก็ได้ หากใช้เตาอุโมงค์ อาจจะใช้เวลาประมาณ 8-10 ชม. โดยใช้อุณหภูมิสูงสุด ประมาณ 800-1000°C แต่หากใช้เตาแกลบ อาจจะใช้เวลานานถึง 24-36 ชม. ก็เป็นได้ หลังจากนั้นทิ้งไว้ให้เตาเย็นตัว ใช้เวลาประมาณ 24 ชม. แล้วค่อยนำออกจากเตา ตรวจสอบสภาพทั่วไป แล้วนำไปบรรจุถังสังกะสีต่อไป รูปที่ 2.12 แสดง รูปเตาอุโมงค์ และ เตาแกลบ ที่นิยมใช้กันทั่วไป

 

2.3.7 การนำเตาใส่ถัง ใส่รังผึ้ง และ ยาฉนวน

การนำเตาใส่ถัง :

  1. เตรียมถังที่จะใส่ เจาะช่องให้ตรงและพอดี กับช่องไฟของเตา
  2. เอาดินเหนียวผสมขี้เถ้าแกลบ โดยใช้ดินเหนียว 1 ส่วน ขี้เถ้าแกลบ 10 ส่วน ย่ำให้เข้ากันดีแล้ว ยกเตาลงถังเอาดินผสมที่เตรียมไว้ใส่ลงด้านข้างเตา แล้วอัดให้แน่น ดังแสดงในรูปที่ 2.13
  3. ที่ขอบเตาติดกับถังสังกะสี ใช้ปูนซีเมนต์ 1 ส่วน ผสมทรายละเอียดร่อน 1 ส่วน ยาที่ขอบเตา และขอบช่องไฟ หน้าเตา

การใส่รังผึ้งและยาฉนวน :

  1. วางรังผึ้งให้ได้ระดับ ในตัวเตา
  2. แล้วนำดินที่ผสมไว้ (โดยใช้ดินเหนียว 1 ส่วน ขี้เถ้าแกลบ 5 ส่วน) ย่ำให้เข้ากันดีแล้ว ยาภายในเตา รอบๆ บริเวณที่รังผึ้งสัมผัสกับผลังเตาทั้งด้านบนและด้านล่าง ดังแสดงในรูปที่ 2.14
 

หลังจากนี้ ถือว่าเสร็จสิ้นขบวนการผลิตเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง สามารถ ส่งออกขาย หรือ วางตลาดเพื่อจำหน่ายต่อไป 
ดังแสดงในรูปที่ 2.15

 

3 การศึกษา สำรวจและรวบรวมข้อมูลเตาหุงต้ม

คณะที่ปรึกษา ได้เดินทางไปประเทศ สปป.ลาว ระหว่างวันที่ 26-31 มีนาคม 2549 เพื่อ ดำเนินการ สำรวจการศึกษารวบรวมข้อมูล การใช้เตาหุงต้ม การผลิตเตาและการจำหน่าย เตาหุงต้มในประเทศ สปป.ลาว และ ดำเนินการศึกษาสำรวจ โดยสำรวจเฉพาะบริเวณที่มีศักยภาพ และเหมาะสม  เพื่อใช้ในการวางแผนการฝึกอบรม  การผลิต และการรณรงค์  สาธิต  ประชาสัมพันธ์เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงตามเป้าหมายโครงการ โดยใช้แบบสอบถามในการบันทึกเก็บข้อมูลแสดงไว้ใน ภาคผนวก ข  ส่วนผลการดำเนินงาน สามารถสรุปได้ ดังนี้

3.1 โรงงานผลิตเตา

จากการประสานงานกับผู้ประสานงานความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน งานศึกษาพัฒนาเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง ของประเทศ สปป.ลาว พบว่าในประเทศลาวมีโรงงานผลิตเตาหุงต้ม อยู่ไม่มากนัก โดยส่วนมากจะอยู่ที่บริเวณรอบนอกของพระนครเวียงจันทน์ ส่วนโรงผลิตเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงยังมีน้อยมาก คณะที่ปรึกษาได้เดินทางไปยังโรงผลิตเตาที่อยู่บริเวณ รอบๆ พระนครเวียงจันทน์ ทั้งหมด 3 โรงงาน ดังนี้

3.1.1 โรงเตาวรรณา

โรงผลิตเตาวรรณา เจ้าของกิจการคือ นายวรรณา ติปัญญา ตั้งอยู่ บ้านสายน้ำเงิน ซึ่งห่างจาก ใจกลางพระนครเวียงจันทน์ประมาณ 7 กม. มีข้อมูลโดยสรุป ดังนี้

 
 

โดยสรุปโรงเตาวรรณาเป็นโรงเตาที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีวิธีการผลิตที่ค่อนข้างดี มีระบบการจัดการที่ดี และ สถานที่ กว้างขวางเป็นระเบียบ มีการทำถังสังกะสีเอง และมีแหล่งดินเป็นของตัวเอง ภาพบรรยากาศของโรงเตาวรรณา แสดงใน
รูปที่ 3.1 และรูปที่ 3.2

 
 

3.1.2 โรงเตานายเป็ด


โรงผลิตนายเป็ด เจ้าของกิจการชื่อสุวรรณ ตั้งอยู่ บ้าน โนนเดื่อ ซึ่งห่างจาก ใจกลางพระนครเวียงจันทน์ประมาณ 22 กม.
มีข้อมูลโดยสรุป ดังนี้

 
 
โรงเตานายเป็ดเป็นโรงเตาขนาดปานกลาง แต่สถานที่ค่อนข้างคับแคบและไม่เป็นระเบียบนัก เทคนิดการปั้นเตายังไม่เหมาะสมนัก ทำให้ปั้นได้ช้ามาก ขนาดเตายังไม่เป็นมาตรฐาน สภาพโรงงาน ดังแสดงในรูปที่ 3.3 ถึง รูปที่ 3.4
 
 

3.1.3 โรงเตาอนุภาพ


โรงผลิตเตาอนุภาพ เจ้าของกิจการชื่อนายอนุภาพ กุดทะเสด ตั้งอยู่ บ้าน ผางแฮง ต. นาทรายทอง จ.นครเวียงจันทน์ ซึ่งห่างจาก ใจกลางพระนครเวียงจันทน์ประมาณ 16 กม. มีข้อมูลโดยสรุป ดังนี้

 

โรงเตานี้ มีสถานที่ค่อนข้างกว้างขวาง แต่ คนงานเพียงแค่ 5-6 คน (แล้วแต่จะหาคนมาทำงานได้) และยังไม่เคยผลิตเตาหุงต้ม
ประสิทธิภาพสูง สภาพโรงงานเตาอนุภาพ ดังแสดงในรูปที่ 3.5 ถึง รูปที่ 3.6

นอกจากโรงงานผลิตเตาหุงต้ม 3 โรงงานนี้ ยังมีโรงงานผลิตเตาอีก 2-3 โรงงาน รอบเขตพระนครเวียงจันทน์ แต่จากการสอบถามข้อมูลจากผู้ประสานงาน พบว่าเป็นโรงงาน ขนาดเล็ก และ ตั้งอยู่ไกลจาก เขตพระนคร พอสมควร (มากกว่า 50 กิโลเมตร) ซึ่งไม่เหมาะที่ใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรม จึงไม่ได้ทำการสำรวจโรงงานเหล่านี้
 
 

จากการสำรวจโรงงานทั้ง 3 พิจารณาความเหมาะสม และ ศักยภาพ ของโรงงาน แล้ว ทีมที่ปรึกษา เห็นควรว่า โรงงานเตาวรรณา มีความเหมาะสมที่จะในการใช้ในการฝึกอบรมการผลิตเตา จึงได้ขอความร่วมมือ จากโรงเตาวรรณา และ ได้รับการ ตกลงที่จะใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมแล้ว

 

3.2 การสำรวจแหล่งดิน

การหาแหล่งดิน มีความสำคัญต่อการผลิตเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงมาก หากคัดเอาดินทั่วๆ ไป ที่ไม่มีคุณที่เหมาะสมมาผลิตเตา จะทำให้เกิดปัญหา ปั้นขึ้นรูปได้ยาก เกิด การแตก ร้าว ไม่คงทนเมื่อเผาเสร็จแล้ว จากการทดลอง และประสบการณ์ ของช่างทำเตา ตั้งแต่อดีต พบว่า ดินเหนียว ที่เกิดจาก ตะกอนในที่ราบต่ำ หรือ ตามลำน้ำ เป็นวัตถุดิบที่ดีมาก สำหรับปั้นเตา ดินเหนียวที่ขุดจากท้องนา (ควรขุด ลึกกว่า 0.5  เมตร ลงไป) ก็สามารถใช้ได้ดี ดินเหนียว มีสีแตกต่างกัน เช่น สีเทาอ่อน สีเทาแก่ น้ำตาลเข้ม แล้วแต่แหล่งที่มา เมื่อเผาแล้วส่วนมาก จะมีสีเหลืองหม่น หรือ สีเทา ส่วนมาก มักจะนำดินเหนียวมาผสมกับ ขี้เถ้าแกลบดำ หรือ ดินเชื้อ เพื่อให้เกิดความเหนียว ปั้นขึ้นรูปได้ง่าย และ แข็งแรง เมื่อเผาแล้ว

ดินเหนียว (Clay) โดยทั่วไปนิยมใช้ดินเหนียวสีเทาเข้ม ในการปั้นเตา เนื้อดิน ควรมีส่วนประกอบของอลูมินาและเหล็กออกไซด์สูง เพื่อสามารถหลอมละลายได้ที่อุณหภูมิไม่สูงนัก และควรมีซิลิก้า เป็นส่วนประกอบ อีกด้วย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงแก่ชิ้นงานหลังการเผา นอกจากนั้น ในดินเหนียว ยังประกอบด้วยสารอินทรีย์ ต่างๆ ทำให้เกิดรูพรุนในเนื้อเตา เพิ่มความเป็นฉนวน อย่างไรก็ตาม ส่วนประกอบต่างๆ ควรอยู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสม ขนาดของเมล็ดดินเหนียว ก็ควรจะมีขนาดที่พอเหมาะ หาก มีเมล็ดขนาดใหญ่เป็นส่วนมาก ก็มีโอกาส เกิดการแตกร้าวได้ง่าย  ดั้งนั้น ดินเหนียวที่มาจากแหล่งที่แตกต่างกัน ก็อาจจะต้องมีการเตรียมดินที่แตกต่างกันไปด้วย

จากการสำรวจพบว่า ดินบริเวณรอบๆพระนครเวียงจันทน์ พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นดินเหนียว อยู่แล้ว มีบางพื้นที่ เป็นดินร่วนปนทรายบ้าง และจากการสำรวจดินที่โรงงานผลิตเตาใช้อยู่ พบว่า มีความเหมาะสมที่จะใช้ในการทำเตาหุงต้ม เป็นอย่างดี กล่าวคือ มีขนาดเม็ดดินค่อนข้างละเอียดดี มีสีตั้งแต่น้ำตาล เทาเข้ม จนถึงดำ มีความเหนียวดี มาก ช่างผู้เชี่ยวชาญ ในการผลิตเตา ได้ให้ความเห็น ว่าดินเหนียวของนครเวียงจันทน์สามารถใช้ทำเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงได้ ตัวอย่างของดินจากแหล่งต่างๆ ที่โรงงานผลิตเตาในนครเวียงจันทน์ แสดงในรูปที่ 3.7.

 
 

จากการที่ได้เลือกที่จะใช้โรงงานเตาวรรณา เป็นสถานที่ฝึกอบรม จึงได้ทำการทดสอบดินที่มีอยู่ ของโรงเตาวรรณา ซึ่งเป็นดินที่หาได้จาก แม่น้ำใกล้ๆ โรงงานนั่นเอง  เพื่อ ให้มั่นใจดินเหนียวนั้นจะสามารถใช้งานได้ดี และ เพื่อ หาอัตราส่วน ระหว่าง ดินเหนียว กับ ขี้เถ้าแกลบดำ ที่เหมาะสม ที่ทำให้ง่ายต่อการปั้นขึ้นรูป ง่ายต่อการตัดแต่ง และ มีอัตราการหดตัวของดินผสมที่เหมาะสม ทีมงาน จึงได้ทำการทดสอบ ผสมดินเหนียวและขี้เถ้าแกลบดำ ในอัตราส่วน 1:1 1:2 และ 1:3 โดยปริมาตร ดังแสดงในรูปที่ 3.8 แล้วทำการทดสอบปั้นเตาหุง เตาประสิทธิภาพสูง กับแบบพิมพ์ ที่นำไปจากประเทศไทย และทำการปั้นตามวิธีการที่ทำตามปกติในประเทศไทย ดังรูปที่ 3.9 (ที่ถ่ายทอดโดย สำนักถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน) แล้วตากผึ่งเตาไว้ 1 วัน จากนั้นทำการทดสอบ ตัดแต่ง เส้าเตา พบว่า

  1. ดินผสม อัตราส่วน 1:1 ปั้นยากมาก ตัวดินผสมมีความเหนียว หนืด มาก ต้องออกแรงมากในการดึงดินให้ได้รูปร่างไปตามแบบพิมพ์ การตัดแต่ง ก็หนืดมาก คือ ต้องใช้แรงใช้การดึงมีดแต่งมาก ทำได้ช้า กว่าที่ควรจะเป็น
  2. ดินผสม อัตราส่วน 1:2 ปั้นได้ง่าย ดินผสมมีความลื่น เหลวดี ไม่เหนียวหนืด เกินไป ไม่ต้องออกแรงมากในการดึงดินให้ได้รูปร่างไปตามแบบพิมพ์ การตัดแต่งทำได้ง่าย มีดตัดแต่งสามารถตัดผ่านดินได้ง่าย และสามารถควบคุม มีดตัดแต่งได้ง่ายกว่า
ดินผสม อัตราส่วน 1:3 ปั้นได้ไม่ยากนัก แต่ดินผสมมีความหยาบ เพราะมีขี้เถ้าแกลบดำเยอะ สากมือมาก (เจ็บมือ ขณะดึงดินให้เข้ากับแบบ) มีรูพรุนมากเกินไป การตัดแต่งทำได้ไม่ยากนัก แต่งอาจจะมีการสะดุดของใบมีด และ รอยแต่งไม่เรียบ ดีนัก ส่วยผสมนี้ อาจจะเก็บน้ำมากเกินไป
 
 

ส่วนอัตราการหดตัวของดินผสมทั้ง 3 อัตราส่วน ไม่แตกต่างกันมากนัก คือ มีการหดตัว ประมาณ 1 cm เมื่อผึ่งไว้ 1 วัน

ดังนั้น คณะทำงาน จึงสรุป ว่า ดินเหนียวที่โรงเตาวรรณา สามารถใช้ทำเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงที่ใช้กันอยู่ในประเทศได้ โดย ควรใช้ อัตราส่วนผสมของดินเหนียวต่อขี้เถ้าแกลบดำ ที่ 1:2 โดยปริมาตร จึงจะเหมาะสม

3.3 การสำรวจตลาดการจำหน่ายเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง

จากการลงพื้นที่สำรวจตลาด และร้านค้าของชำ และร้านจักสาน (เตาหุงต้มมักขายในร้านเครื่องจักรสาน) ที่มีการขายเตาหุงต้ม ในบริเวณตลาดเช้า ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในนครเวียงจันทน์ และร้านค้า รอบๆ นครเวียงจันทน์ ดังแสดงในรูปที่ 3.10 พบว่าเกือบทุกร้าน (ประมาณ 90%) ขายเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง ควบคู่ไปกับเตา ใช้ฟืน และ เตาถ่านแบบธรรมดา ส่วนมากจะเป็นร้านขายปลีก แต่ก็มีร้านที่ทำทั้งขายปลีกละขายส่ง ประมาณ 15% ของจำนวนร้านทั้งหมด สามารถสรุปผลการสำรวจ  (เป็นค่าเฉลี่ย) ได้ดังนี้

 
สรุปผลการสำรวจ  (ค่าเฉลี่ย) ร้านจำหน่ายเตาหุงต้ม รอบนครเวียงจันทน์
 

3.4 การสำรวจพฤติกรรมการใช้ ถ่าน ฟืน และความคิดเห็นต่อเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง

คณะทำงานได้ทำการสำรวจกลุ่มผู้ใช้งานเตาหุงต้ม โดยแยกผู้ใช้งานเตาหุงต้มออกเป็น 2 กลุ่ม ใหญ่ๆ คือ กลุ่มผู้ใช้งานที่อาศัยอยู่ในเมือง และ กลุ่มผู้ใช้งานที่อาศัยอยู่ในชนบท ผลการสำรวจสามารถสรุปได้ดังนี้

3.4.1 กลุ่มผู้ใช้งานที่อาศัยอยู่ในเมือง

ในกลุ่มนี้พบว่า ส่วนใหญ่แต่ละครัวเรือนจะมีสมาชิกประมาณ 4-5 คน และส่วนใหญ่ใช้เตาแก๊สคิดเป็นร้อยละ 52 มีเตาไฟฟ้าใช้คิดเป็นร้อยละ 14 มีใช้เตาถ่านคิดเป็นร้อยละ 28 ที่เหลือเป็นเตาที่ใช้ฟืนคิดเป็นร้อยละ 6 ในจำนวนเตาถ่านนั้นมีการใช้เตาถ่านแบบดั้งเดิมอยู่ถึงร้อยละ 81 เป็นเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงอยู่เพียงร้อยละ 19 เท่านั้นสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานในเมือง โดยเฉลี่ยในแต่ละครัวเรือน ใช้ถ่านประมาณ 4 กก./เดือน

ในส่วนความคิดเห็น ผู้ใช้งานเตาหุงต้ม ทั้งหมดรู้จักเตาหุงต้มประสิทธภาพสูงอยู่ร้อยละ 38 มีคนที่เคยใช้มาก่อนอยู่ร้อยละ 17 และในความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ ร้อยละ 74 เชื่อว่าเตาหุงต้มประสิทธิภาพ ทำให้ประหยัดถ่านได้จริง และมีอายุการใช้งานทนทานกว่าเตาธรรมดา แต่ก็มีส่วนน้อย ร้อยละ 26 ไม่เชื่อว่า เตาหุงต้มประสิทธิภาพ ทำให้ประหยัดถ่านได้จริง

3.4.2 กลุ่มผู้ใช้งานที่อาศัยอยู่ในชนบท

ในกลุ่มนี้พบว่า ส่วนใหญ่แต่ละครัวเรือนจะมีสมาชิกประมาณ 5-8 คน มีเตาแก๊สใช้น้อยมากเพียงร้อยละ 11 มีเตาไฟฟ้าใช้บ้างเล็กน้อยเพียงร้อยละ 7 มีใช้เตาถ่านคิดเป็นร้อยละ 54 ที่เหลือเป็นเตาที่ใช้ฟืนคิดเป็นร้อยละ 28 มีการใช้เตาหุงต้มแบบดั้งเดิม ประมาณร้อยละ 86 และประมาณร้อยละ 14 ใช้เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง โดยเฉลี่ยในแต่ละครัวเรือน ใช้ถ่านประมาณ 32 กก./เดือน และใช้ฟืนด้วยประมาณ 13 กก/เดือน

ในส่วนความคิดเห็น ผู้ใช้งานเตาหุงต้ม ทั้งหมดรู้จักเตาหุงต้มประสิทธภาพสูงอยู่ร้อยละ 19 มีคนที่เคยใช้มาก่อนอยู่ร้อยละ 13 และในความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ ร้อยละ 68 เชื่อว่าเตาหุงต้มประสิทธิภาพ ทำให้ประหยัดถ่านได้จริง และมีอายุการใช้งานทนทานกว่าเตาธรรมดา แต่ก็มีส่วนน้อย ร้อยละ 32 ไม่เชื่อว่า เตาหุงต้มประสิทธิภาพ ทำให้ประหยัดถ่านได้จริงและไม่คิดจะใช้เตาประสิทธิภาพสูง เนื่องจากความเคยชินที่ทำมาตั้งแต่พ่อ-แม่ และ เคยรับรู้มาว่าเตาประสิทธิภาพสูงไม่ได้ประหยัดจริงมากนัก ส่วนประเด็นการจุดติดไฟที่ช้ากว่า ของเตาประสิทิภาพสูง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่อยากใช้เตานี้ คือ จุดติดช้า ไม่ทันใจผู้ใช้งาน

จากการตรวจสอบดูเตาประสิทธิภาพสูงที่ขายในท้องตลาด รอบๆนครเวียงจันทน์ พบว่ามีมูลความจริงอย่างหนึ่งคือ เป็นเตาที่ไม่ได้มาตราฐาน ออกแบบ และ ผลิตผิดไปจาก หลักการ ของเตาประสิทธิภาพสูง เช่น รูปร่างไม่เหมาะสม ขนาด และ จำนวน ของรู ลิ้นเตา ไม่ถูกต้อง เพื่อพยายามลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้แข่งขันด้านราคากับเตาธรรมดาได้

โดยสรุปแล้ว ในประเทศ สปป. ลาว มีการใช้งานเตาหุงต้มอยู่มากโดยเฉพาะอย่างใน เขตชนบท หรือ นอกตัวเมือง แต่เตาที่ใช้ ยังเป็นเตาหุงต้มธรรมดา ที่ใช้ถ่าน หรือ ใช้ ฟืน ส่วนเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงก็มี การใช้งานอยู่บ้าง ประมาณร้อยละ 14-19% ของการใช้งานทั้งหมดเท่านั้น และประชาชน มีความตื่นตัวดีที่อยากจะใช้เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง อยู่มาก แต่อาจจะยังไม่มั่นใจในคุณภาพ และ ประสิทภาพมากนัก ใน สปป. ลาว ควรจะมีการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และ ปรับทัศนะคติ ให้ประชาชน อีกมาก หน่วยงานของรัฐ ยังต้องทำการ ถ่ายทอดเทคโนโลยี อีกมาก

 

4.  การฝึกอบรมการผลิตเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง

ในส่วนของการฝึกอบรม และการสาธิต ประชาสัมพันธ์ เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง ในประเทศ สปป. ลาว  คณะทำงาน ได้ตกลง ที่จะจัดงานอบรมสัมนา ในวันที่ 8-20  พฤษภาคม 2549 ส่วนการสาธิต ประชาสัมพันธ์ ได้ดำเนินการระหว่างวันที่ 15-16 พฤษภาคม 2549 สามารถรายละเอียดของการดำเนินงานมีดังนี้

4.1 การเตรียมงานฝึกอบรม

เพื่อเตรียมการต่างๆ ในการฝึกอบรม คณะที่ปรึกษาได้เดินทาง ไปถึงนครเวียงจันทน์ ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2549 และ ได้ดำเนินงานต่างๆ เพื่อให้สามารถเริ่มงานฝึกอบรมได้ในวันที่ 8 พฤษภาคม2549 สามารถสรุปการดำเนินงานได้ดังนี้

    • สถานที่ฝึกอบรม คือ โรงเตาวรรณา โดย เจ้าของสถานที่ และคณะทำงาน ได้เตรียมสถานที่ ให้พร้อมใช้งาน เตรียมดินเหนียว ขี้เถ้าแกลบดำ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ดังแสดงในรูปที่ 4.1 และ รูปที่ 4.2
    • คณะทำงานและทางโรงเตาวรรณา ได้เตรียม แบบพิมพ์ นอก/ใน และ แบบทำลิ้น ให้ได้ตามแบบ และ ขนาด ที่ใช้ในประเทศไทย ดังแสดงในรูปที่ 4.3
    • เครื่องผสมดินเหนียว ที่จะใช้ในการอบรม ได้จัดทำขึ้น โดยโรงเตาวรรณารับเป็นผู้จัดทำให้ โดยใช้แบบของเครื่องผสม ที่มีอยู่ในประเทศไทย และได้ทำการเตรียมดินไว้สำหรับการฝึกอบรม รวมทั้งปั้นเตาไว้ล่วงหน้าสำหรับการฝึกอบรมด้วย รายละเอียด ดังแสดงในรูปที่ 4.4
    • อุปกรณ์ ฝึกอบรม เช่น มีดแต่งเตา มีดเจาะปากเตา และ หลอดเจาะรูรังผึ้ง ได้เตรียมจัดทำไว้เรียบร้อยแล้ว และ จะนำไปจากประเทศไทย ดังแสดงในรูปที่ 4.5
    • สรุปรายชื่อผู้เข้าอบรม 50 ท่าน จะมาจาก บุคลากร ของโรงงานเตา ต่างๆ และบุคลากรของรัฐ เอง โดยผู้ประสานงาน ของ สปป. ลาว ได้ประสานงาน ติดต่อ ให้เข้าอบรม
    • เตรียมเอกสารต่าง และ ความพร้อม ในวันเปิดงาน ซึ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ตามแผนการที่วางไว้
 

 

4.2 พิธีเปิดการฝึกอบรม

พิธีเปิดการฝึกอบรม ได้ดำเนินการในวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 โดย เริ่มงาน ในเวลา 9.00 น. โดยได้รับเกียรติ จากผู้บริหารขององค์ ของ สปป.ลาว 3 ท่าน คือ ท่านรัฐมนตรีช่วย กระทรวงอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ท่านปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ท่าน อธิบดีกรมไฟฟ้า โดยในการเปิดงานครั้งมีสื่อมวลชน ทั้ง หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ได้ให้ความสนใจมาทำข่าว และ มีการเผยแพร่ข่าวโครงการความร่วมมือนี้ ในวันต่อมา หลังจากเสร็จสิ้นการพิธีเปิดงาน ประธานในพีธี และ แขกผู้มีเกียรติ ได้ดูการสาธิตการผลิตเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง ที่คณะทำงานได้จัดเตรียมไว้ และได้หใความสนใจ สอบถาม ข้อดี ข้อเสีย ต่างๆ ใช้เวลารวมทั้งสิ้น ประมาณ 1 ชม จึงเดินทางกลับ ภาพบรรยากาศในวันเปิดงานฝึกอบรมแสดง ในรูปที่ 4.6 ถึง รูปที่ 4.10

 
 

4.3 การฝึกอบรม

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีเปิดงาน ก็เริ่มทำการฝึกอบรมทันที โดย ทีมที่ปรึกษาได้ประชุมชี้แจงความเข้าใจต่างๆ ก่อนลงมือ ใน ภาคปฏิบัติ เช่น

  1. อธิบายขั้นตอนการผลิตเตาโดยรวมก่อน แล้วจึงนำเสนอ ขั้นตอนการผลิตเตาในทุกขั้นตอนโดยใช้ ภาพนิ่ง ร่วมกับจอฉายภาพขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเห็นภาพโดยรวม
  2. บรรยายให้ผู้เข้าอบรม ทราบถึงอุปกรณ์ ต่างๆ ในการใช้ทำตา และ บอก ศัพท์ เทคนิค ต่างๆ ที่ อาจจะต้องใช้ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
มอบเอกสารคู่มือการผลิตเตาให้ผู้เข้าอบรมไปศึกษา เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น ดังแสดงในรูปที่ 4.11 และ ตัวอย่างเอกสารในคู่มือฉบับภาษาลาว แสดงไว้ในภาคผนวก ค
 
 

ในการฝึกอบรมครั้งนี้ มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้งสิ้น 50 คน คณะทำงานได้แบ่งผู้เข้าอบรมเป็น 4 กลุ่ม (A, B, C และ D) เพื่อความเหมาะสมกับปริมาณงาน พื้นที่ และ วัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ โดยใช้วิธี แบ่งฐานการทำงานออกเป็น 2 หรือ 3 ฐาน การทำงานในแต่ละวัน และให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม หมุนเวียนกันเข้าทำงานในแต่ละฐาน ทุกกลุ่มจะได้ทำงานทุกงาน และได้รับการฝึกหัดให้ปฏิบัติ จนมีความชำนาญ ในระดับดีใช้ได้ จึงจะให้ผ่านฐานงานนั้นๆ ได้ โดยผู้เชี่ยวชาญการผลิตเตาตรวจสอบอย่างใกล้ชิดว่า สิ่งที่เข้าอบรมได้ปฏิบัติไป ถูกต้อง หรือ ไม่ และมีคุณภาพ ยอมรับได้หรือไม่

การฝึกอบรม สามารถสรุปเป็นขั้นตอนใหญ่ ได้ 11 ขั้นตอน ดังแสดงในตารางที่ 4.1 หากพิจารณาตารางนี้ จะเห็นว่าทุกกลุ่ม จะได้ปฏิบัติงานครบถ้วนทุกขั้นตอน และ ยังมีเวลาเหลือพอ มาปฏิบัติ กิจกรรม บาง กิจกรรม ซ้ำอีกได้ เพื่อ ความชำนาญ ยิ่งขึ้น โดยเพาะในช่วงของการผึ่งเตา เพื่อ รอเตาแห้ง และ ในช่วงของการเผาเตาและรอเตาเย็น

ตารางที่ 4.1 ตารางกิจกรรมสำหรับผู้เข้าฝึกอบรม (ช่วงวันที่ 8-19 พฤษภาคม 2549)

 

4.3.1 การเตรียมดิน

จะใช้ดินจากบึง ที่อยู่หลังโรงเตาวรรณา โดยต้องลงไปตักหรือ ขุด เอาดินที่อยู่ ก้นบึง ซึ่งจะเป็นดินเหนียวและมีขนาดเม็ดดินที่ละเอียด เหมาะแก่การนำมาผลิตเตา โดยจะผสมดินเหนียวนี้ กับ ขี้เถ้าแกลบดำ ในอัตราวส่วน 1:2 โดยปริมาตร ส่วนดินทำรังผึ้งเตา จะผสมดินเหนียว ต่อ ขี้เถ้าแกลบดำในอัตราส่วน 1:3 โดยปริมาตร โดยใช้เครื่องผสมดินที่สร้างขึ้น พบว่าเครื่องสามารถทำงานได้ดี ไม่ปัญหาใดๆ และสามารถเตรียมดินได้มากพอที่ปั้นเตา ประมาณ 80 ใบ ในเวลา 1 ชั่วโมงเท่านั้น อนึ่ง ดินที่นำมาจากก้นบึงนี้ สามารถนำมาใช้ผสมกับขี้เถ้าแกลบดำได้เลย ไม่ต้องทำการหมักดินก่อน เพราะ การที่ดินแช่อยู่ก้นบึงอยู่แล้ว ก็เปรียบเสมือน ได้รับการหมักเรียบร้อยแล้ว รูปที่ 4.12 แสดงบรรยากาศการฝึกอบรมในขณะเตรียมดิน

 
 

4.3.2 การปั้นเตา

การปั้นเตาจะเริ่มด้วยการเรียนรู้หลักการต่างๆ ก่อน และ มีการสาธิตโดยผู้เชี่ยวชาญให้ดูก่อน 2-3 รอบ และให้ผู้เข้าอบรม ถามคำถามหาก มีข้อสงสัย แล้วจึงให้ผู้เข้าอบรมลองปฏิบัติจริง จนกว่าจะสามารถปั้นเตาที่ผ่านมาตรฐานได้ โดยเตาที่ปั้นได้ ต้องมีขนาดรูปร่าง ถูกต้องตามของจริง และสามารถเอาไปใช้งานได้จริง ทุกคน ต้องสามารถปั้นเตา และ คว่ำเตาวางกับพื้นโดยไม่เสียหายได้ อย่างน้อย 4-5 หลัง และเตา เหล่านี้ จะถูกนำไปใช้ในการฝึกตัดแต่ง หาก ตัดแต่งแล้ว ขนาดอยู่ในมาตรฐานก็ จะนำไปเผาและบรรจุใส่ถังสังกะสี ต่อไป รูปที่ 4.13-4.14 แสดงบรรยากาศการฝึกอบรมในขณะทำการปั้นเตา

 
 

4.3.3 การตัดตกแต่งเตา

หลังจากปั้นเตาเสร็จแล้ว ตั้งเตาทิ้งผึ่งลมไว้ ในร่ม ประมาณ 2-3 วัน เตาก็จะแห้งหมาดๆ ดีพอที่ตัดตกแต่งได้ การตกแต่ง จะทำโดยให้ผู้เข้าอบรม เข้ามาฝึกปฏิบัติที่ละกลุ่ม โดยก่อนลงมือปฏิบัติ ช่างผู้เชี่ยวชาญจะอธิบายและสาธิตวิธีการตัดแต่ง ตั้งแต่การจับมีด การดึงมีด การลูบด้วยน้ำ เพื่อความเรียบและความสวยงามของผิว การตัดแต่ง จะให้ผู้เข้าอบรมทำจนชำนาญในระดับหนึ่ง หลังจากนั้น จะให้ตัดแต่งให้ได้ขนาดที่มาตรฐาน โดยผู้เชี่ยวชาญจะมาตรวจสอบอีกครั้ง และให้คำแนะนำในการปรับปรุง จนเห็นว่าได้ขนาดที่ดีแล้ว จึงจะนำไปใช้ในการเผาต่อไป รูปที่ 4.15 แสดงบรรยากาศการฝึกอบรมในขณะทำการตัดตกแต่งเตา

 
 

4.3.4 การทำถังสังกะสี

ผู้เข้าอบรมทุกคนได้เข้ารับการฝึกให้ทำถังสังกะสีได้ด้วยตัวเอง โดย ครูผู้เชี่ยวชาญ จะอธิบายขั้นตอนการผลิต เครื่องมือ ต่างๆ ขนาดของชิ้นงานที่จะต้องตัด และ ข้อควรระวังในการทำถังสังกะสี แล้วให้ผู้เข้าอบรม แยกย้ายปฏิบัติ ทำถังสังกะสี คนละ 1 ใบ ส่วนใหญ่แล้ว ผู้เข้าอบรม สามารถทำถังสังกะสีได้สำเร็จเป็นรูปร่างที่ถูกต้อง แข็งแรง ทนทาน และ สามารถ นำไปใช้งานได้จริง ต่อไป รูปที่ 4.16 แสดงบรรยากาศการฝึกอบรมขณะทำถังสังกะสี

 
 

4.3.5 การทำรังผึ้ง

ผู้เข้าอบรมได้ฝึกทำรังผึ้ง จนเชี่ยวชาญ โดยเริ่มตั้งแต่การเตรียมดินสำหรับทำรังผึ้ง การขึ้นรูปรังผึ้ง และ การเจาะรูรังผึ้ง เพราะ สามารถทำได้ง่าย และ ใช้เวลาสั้น หลังจากขึ้นรูปรังผึ้งแล้ว จะผึ่งตากลมไว้ ประมาณ 2-3 วัน แล้ว จึงสามารถนำมาเจาะรูได้ ขั้นตอนการเจาะรู นี้ ผู้เข้าอบรมต้อง ฝึกจนชำนาญ และ ใช้ความปราณีตพอสมควร ไม่เช่นนั้น แผงรังผึ้งอาจจะเสียหาย ไม่สามารถนำไปใช้งานได้ หลังจากเจาะรูแล้ว ตากผึ่งลม หรือ ตากแดด ประมาณ 2-3 วัน ก็สามารถนำไปเผา (รวมกับเตา) ได้ รูปที่ 4.17 แสดงบรรยากาศการฝึกอบรมขณะฝึกทำรังผึ้ง

 
 

4.3.6 การตากผึ่งลม

การตากผึ่งลมเป็นตอนที่ง่ายที่สุด แต่ผู้เข้าฝึกอบรมก็ได้ฝึก การนำเตา ลิ้น เข้าเก็บ และ ตาก ทั้งในร่ม และ ตากแดด จนชำนาญ และได้ศึกษา ความเหมาะ ในการตากเตา หรือ ลิ้น ว่าควรจะตากลักษณะใด ตากนานเท่าไร ผู้เข้าฝึกอบรมสามารถพิจารณาได้ว่า เตาหรือ ลิ้น นั้น แห้งดีพอ ที่จะนำไปเผาได้หรือไม่ หาก นำเตาหรือ ลิ้น ที่ไม่แห้งดีพอไปเผา อาจจะเกิดการแตกร้าว หรือ ชำรุด เสียหายได้ รูปที่ 4.18 แสดงบรรยากาศการฝึกอบรมขณะตากผึ่งลมเตาและชุบส

 
 

4.3.7 การเผาเตา

การเผาเตาถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในการเผลิตเตา ซึ่งไม่ควรเกิดการผิดพลาดในขั้นตอนนี้ ไม่เช่นนั้นเตาที่เตรียมไว้ส่วนใหญ่ อาจจะเสียหายได้ ผู้เข้าอบรมได้ เรียนรู้ ตั้งแต่การ สร้าง ออกแบบ เตาที่ดี การเตรียมเตา เพื่อนำเตาและลิ้นเข้าไป เรียง การเรียงเตาและลิ้น การใส่แกลบ และการเผา จนสามารถบอกได้ว่าเตาที่เผานั้นสุกพอที่นำมาใช้งานได้หรือยัง รวมทั้งการนำเตาเตาออกจากเตาเผา รอให้เย็นตัว และนำไปบรรจุลงถังสังกะสีต่อไป รูปที่ 4.19 แสดงบรรยากาศการฝึกอบรมขณะทำการเผาเตา

4.3.8 การบรรจุเตาลงถัง

การบรรจุเตาลงถังสังกะสีจะทำในสองลักษณะ คือ การใช้ขี้เถ้าขาวเป็นฉนวน แล้วใช้วิธียัดและตำขี้เถ้าลงข้างๆ ให้แน่น หรือ การใช้วิธีโบกดินเหนียวที่ผสมขี้ถ้าแกลบดำ (อัตราส่วน 1:10) ซึ่งจะสามารถทำงานได้เร็วกว่า และ แข็งแรงกว่า วิธีแรก หลังจากนั้นจึงเจาะปากเตาด้วยมีดเจาะ แล้วจึงทำการโบกปูน ที่ขอบปากเตา และ ขอบถังสังกะสีทั้งหมด หลังจากนั้นจึงทำการใส่ลิ้นเตา และ ยาขอบลิ้นเตาด้วยดินเหนียวผสมขี้เถ้าแกลบดำ รูปที่ 4.20-4.21 แสดงบรรยากาศการฝึกอบรมขณะบรรจุเตาลงถังสังกะสี

 

 

4.4 พิธีปิดและการมอบประกาศนียบัตร

สำหรับพิธีปิดงาน ได้รับเกียรติจาก รองอธิบดีกรมไฟฟ้า กระทรวงอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ของ สปป.ลาว เป็นผู้กล่าวปิดงานและ มอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้เข้าฝึกอบรม รูปที่ 4.22 แสดงบรรยากาศการปิดงานฝึกอบรมและการมอบประกาศนียบัตร

 
 

4.5 ผลประเมินการฝึกอบรม

ในวันสุดท้ายของการฝึกอบรม คณะที่ปรึกษาได้ทำการประเมินผลการอบรม โดยให้ผู้เข้าร่วมอบรมทุกคนกรอกแบบประเมินที่จัดเตรียมไว้ 2 แบบ โดยมีการประเมินเป็น 2 ลักษณะดังนี้

        • การประเมินการจัดการอบรม แนวการประเมินเน้นไปที่การจัดการอบรมได้แก่ สถานที่ อาหาร อุปกรณ์และวิทยากร ผลการประเมินแสดงในตารางที่ 4.2 และ 4.3 ส่วนแบบประเมินฉบับภาษาลาวที่ใช้จริง แสดงในรูปที่ 4.23
        • การประเมินความรู้เพิ่มเติมและทักษะของผู้เข้าอบรม ซึ่งเน้นประเมินที่ตัวผู้เข้าอบรม เพื่อทราบข้อมูลว่า หลังการอบรมแล้วผู้เข้าร่วมอบรมได้รับความรู้และทักษะการผลิตเตาดีขึ้นอย่างไร ผลการประเมินแสดงในดังตารางที่ 4.4 และ 4.5 ส่วนแบบประเมินฉบับภาษาลาวที่ใช้จริง แสดงในรูปที่ 4.24
 
 

ตารางที่ 4.2 รายละเอียดของการประเมินการจัดการฝึกอบรม คิดตามจำนวนคน

หมายเหตุ:   ดีหรือ เหมาะสม 5=มากที่สุด      4=มาก       3=ปานกลาง       2=น้อย        1=น้อยมาก

 

ตารางที่ 4.3 รายละเอียดของการประเมินการจัดการฝึกอบรม คิดเทียบเป็นเปอร์เซนต์

 

หมายเหตุ:   ดีหรือ เหมาะสม 5=มากที่สุด      4=มาก       3=ปานกลาง       2=น้อย        1=น้อยมาก

 

ตารางที่ 4.4 รายละเอียดของการประเมินความรู้เพิ่มเติมและทักษะของผู้เข้าร่วมฝึกอบรม คิดตามจำนวนคน

หมายเหตุ:   ดีหรือ เหมาะสม 5=มากที่สุด      4=มาก       3=ปานกลาง       2=น้อย        1=น้อยมาก

 

ตารางที่ 4.5 รายละเอียดของการประเมินความรู้เพิ่มเติมและทักษะของผู้เข้าร่วมฝึกอบรม เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์

หมายเหตุ:   ดีหรือ เหมาะสม 5=มากที่สุด      4=มาก       3=ปานกลาง       2=น้อย        1=น้อยมาก

 

โดยภาพรวมจะเห็นได้ว่าผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่มีความรู้และทักษะเพิ่มมากขึ้น จากก่อนอบรมเพียง 10% เพิ่มเป็นกว่า 70% หลังการอบรม นับได้ว่าการอบรมนี้ได้รับประโยชน์อย่างมาก นอกจากนี้กว่าครึ่งหนึ่ง (48%) จะนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ ส่วนข้อคิดเห็นอื่นๆ ได้แก่

  1. ต้องการให้อบรมแก่ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ
  2. ทำให้ทราบว่าเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงมีประสิทธิภาพดีกว่าเตาดั้งเดิมมาก และคุ้มกับเงินที่จ่ายไป

                สำหรับรายชื่อผู้เข้าร่วมอบรม เป็นชื่อเฉพาะที่ไม่อาจแปลเป็นภาษาไทยได้จึงแสดงเป็นภาษาลาวดังรูปที่ 4.25 และ 4.26 แสดงรายชื่อผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมด 50 คน ในช่องที่ 2 ส่วนช่องที่ 3 แสดงที่อยู่ของแต่ละคน


รูปที่ 4.25 รายชื่อผู้เข้าร่วมฝึกอบรมฉบับภาษาลาว


รูปที่ 4.26 รายชื่อผู้เข้าร่วมฝึกอบรมฉบับภาษาลาว(ต่อ)
 

5.  การประชาสัมพันธ์และสาธิตการใช้เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง

5.1 บทนำ

สำหรับการประชาสัมพันธ์และสาธิต ใน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทางทีมที่ปรึกษา และเจ้าหน้าของ สปป.ลาว ได้หารือ และตกลงร่วมกันว่าจะจัดประชาสัมพันธ์และสาธิต ในตลาด 2  แห่ง  คือ  ตลาดขัวดิน โดยจัดสาธิตในวันที่ 15 พฤษภาคม 2549  ตั้งแต่เวลา 8:00 – 11:00 น.  และตลาดแห่งที่สอง คือ ตลาดทุ่งขันคำ ซึ่งจัดสาธิต ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2549  ตั้งแต่เวลา 8:00 – 11:00 น.   สำหรับสื่อที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ ทางทีมที่ปรึกษาได้จัดเตรียมสื่อทั้งหมด 4 ประเภทได้แก่  สติ๊กเกอร์   โปสเตอร์   แบนเนอร์   และแผ่นพับ   ดังแสดงในรูปที่ 5.1 ถึง 5.4  ตามลำดับ

5.  การประชาสัมพันธ์และสาธิตการใช้เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง

5.1 บทนำ

สำหรับการประชาสัมพันธ์และสาธิต ใน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทางทีมที่ปรึกษา และเจ้าหน้าของ สปป.ลาว ได้หารือ และตกลงร่วมกันว่าจะจัดประชาสัมพันธ์และสาธิต ในตลาด 2  แห่ง  คือ  ตลาดขัวดิน โดยจัดสาธิตในวันที่ 15 พฤษภาคม 2549  ตั้งแต่เวลา 8:00 – 11:00 น.  และตลาดแห่งที่สอง คือ ตลาดทุ่งขันคำ ซึ่งจัดสาธิต ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2549  ตั้งแต่เวลา 8:00 – 11:00 น.   สำหรับสื่อที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ ทางทีมที่ปรึกษาได้จัดเตรียมสื่อทั้งหมด 4 ประเภทได้แก่  สติ๊กเกอร์   โปสเตอร์   แบนเนอร์   และแผ่นพับ   ดังแสดงในรูปที่ 5.1 ถึง 5.4  ตามลำดับ

รูปที่ 5.1 ตัวอย่างสติ๊กเกอร์ภาษาลาว

รูปที่ 5.2 ตัวอย่างโปสเตอร์ภาษาลาว

รูปที่ 5.3 ตัวอย่างป้ายประชาสัมพันธ์ภาษาลาว

รูปที่ 5.4 ตัวอย่างแผ่นพับภาษาลาวหน้า 1

รูปที่ 5.5 ตัวอย่างแผ่นพับภาษาลาวหน้า 2

 

สำหรับกิจกรรมหลักๆ ที่จัดให้มีทั้งสองตลาด คือ

  1. กิจกรรมแจกแผ่นพับประชาสัมพันธ์   ซึ่งในแผ่นพับได้สรุปข้อดีในแง่มุมต่างๆ   ของเตาชุบเปอร์อั้งโล่  ดังที่แสดงในรูปที่ 5.5
  2. กิจกรรมตอบคำถาม  และส่งสลากชิงรางวัล  โดยในงานได้จัดเตรียมของรางวัล     คือ  เตาชุบเปอร์อั้งโล่จำนวนตลาดละ 25 ใบ
  3. กิจกรรมสาธิต และทดสอบประสิทธิภาพ  ระหว่างเตาแบบดั้งเดิมกับเตาชุบเปอร์อั้งโล่  ซึ่งใช้วิธีการต้มน้ำเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของเตา
  4. กิจกรรมทดลองใช้เตาชุบเปอร์อั้งโล่  โดยจัดให้มีการทำกล้วยทอด   ลูกชิ้นทอด  และถั่วต้ม   ซึ่งจะใช้สำหรับแจกจ่ายให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน

สำหรับการจัดการสาธิต และส่งเสริม ทางทีมที่ปรึกษาได้เสนอให้ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย   ทั้งนี้เนื่องจากต้องการให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ได้ฝึกฝนการนำเสนอสินค้าตัวใหม่ ในที่นี้ คือ เตาซูเปอร์อั้งโล่ หรือเตาประหยัดถ่าน  โดยผู้เข้าฝึกอบรมจะพลัดเปลี่ยนการทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงาน  ซึ่งแต่ละคนจะต้องพูดเพื่อชักชวนผู้คนที่อยู่ในบริเวณตลาด และผู้ที่เดินผ่านไปมา เข้ามาร่วมชมการสาธิต  และรับฟังการบรรยายถึงข้อดีในด้านต่างๆ ของเตาซูเปอร์อั้งโล่  เช่น  การประหยัดถ่าน  การออกแบบลิ้นเตาให้มีการดูดอากาศ  และการสูญเสียความร้อนที่ต่ำ    ในส่วนของรายละเอียดที่ได้ดำเนินการในแต่ละตลาดจะได้กล่าวในหัวข้อถัดไป

การประชาสัมพันธ์และสาธิตที่ตลาดขัวดิน

ตลาดขัวดิน เป็นตลาดที่มีผู้คนมาจับจ่ายสินค้าค่อนข้างมาก  กลุ่มผู้คนที่มาตลาดแห่งนี้จะประกอบด้วยกลุ่มแม่บ้าน  และมีกลุ่มนักท่องเที่ยวบางส่วน ทั้งนี้เนื่องจากตลาดขัวดินตั้งอยู่ตรงข้ามกับตลาดเช้า ซึ่งเป็นตลาดสำหรับหาซื้อของฝาก           ในส่วนของตลาดขัวดินจะขายเกี่ยวกับ ผัก ผลไม้ อาหารสดต่างๆ  สำหรับกิจกรรมในแต่ละประเภทที่จัดขึ้นมีรายละเอียดดังนี้
               
กิจกรรมประชาสัมพันธ์

รูปที่ 5.6 แสดงบริเวณพื้นที่สำหรับสาธิตเตาซูเปอร์อั้งโล่   ภายในบริเวณพื้นที่สาธิตจะใช้เต้นท์ในการติดป้ายประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า  และใช้เป็นร่ม  หากเกิดเหตุการณ์ฝนตกในระหว่างจัดงาน   ในส่วนของรูปที่ 5.7 แสดงสภาพแวดล้อมทั่วไปของตลาด

 
 
รูปที่ 5.8 เป็นบรรยากาศการทำหน้าที่พิธีกรของผู้เข้ารับการฝึกอบรม  โดยหน้าที่หลักของพิธีกรก็คือ การพูดเชิญชวนผู้คนที่เดินผ่านไป ผ่านมา  เข้ามาแวะชมการสาธิต และร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน  เช่น  การตอบแบบสอบถาม และส่งหางบัตรเพื่อร่วมจับสลากชิงรางวัล   และการร่วมตอบคำถาม  เป็นต้น
 
 

กิจกรรมแจกแผ่นพับ

รูปที่ 5.9 แสดงบรรยากาศการแจกแผ่นพับ   โดยมีผู้เข้าร่วมรับการฝึกอบรมทำหน้าที่ช่วยแจก   ในการจัดงาน เพื่อให้ง่ายต่อการสังเกต และแยกแยะได้ง่ายขึ้นว่า ใครเป็นผู้เข้าร่วมฝึกอบรม และใครเป็นผู้ที่สนใจ  ทางทีมที่ปรึกษาจึงได้จัดทำเสื้อสีขาว  โดยมีโลโก้ที่มี ลักษณะเดียวกันกับสติ๊กเกอร์  ดังแสดงในรูปที่ 5.10 

 
 

กิจกรรมตอบคำถามและจับสลาก

รูปที่ 5.11 แสดงให้เห็นถึงบรรยากาศการตอบคำถาม  โดยมีของรางวัล คือ เตาซูเปอร์อั้งโล่  สำหรับคำถามที่ใช้จะเป็นคำถามง่ายๆ  ซึ่งมีคำตอบอยู่ภายในเนื้อหาของแผ่นพับอยู่แล้ว   เช่น ถามถึงข้อดีของเตาซูเปอร์อั้งโล่  หรือลักษณะพิเศษต่างๆ ของเตา  โดยผู้ที่สามารถตอบได้ ก็จะได้รับเตาซูเปอร์อั้งโล่เป็นของรางวัล   นอกจากนั้นทางทีมที่ปรึกษายังจัดให้มีการจับสลากเพื่อแจกเตาเป็นระยะๆ  ซึ่งพบว่าสามารถดึงดูดความสนใจของประชาชนได้เป็นอย่างดี  ดังจะเห็นภาพบรรยากาศการจับสลาก ได้จากรูปที่ 5.12  สำหรับสลากที่ใช้จับมีรายละเอียดดังตัวอย่างที่แสดงในรูปที่ 5.13  โดยสลากจะมีสองส่วน  คือ  ส่วนที่หนึ่งจะเป็นแบบสอบถาม โดยให้ประชาชนกรอกแบบสอบถามและฉีกส่วนนี้ส่งชิงโชค และส่วนที่สองเป็นส่วนหางบัตร ซึ่งใช้สำหรับตรวจสอบว่าเป็นหมายเลขเดียวกันกับสลากที่จับขึ้นมาหรือไม่    ในส่วนของรูปที่ 5.14 เป็นบรรยากาศการมอบเตาซูเปอร์อั้งโล่ ให้กับผู้ที่โชคดี

 
 

กิจกรรมสาธิต

ในส่วนของกิจกรรมสาธิตทางทีมที่ปรึกษาได้จัดให้มีการต้มน้ำเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างเตาแบบดั้งเดิม และเตาซูเปอร์อั้งโล่ โดยใช้ถ่านในปริมาณที่เท่ากัน หม้อขนาดเดียวกัน  และเติมน้ำในปริมาณเท่ากัน หม้อที่ใช้ต้มน้ำจะติดตั้งเทอร์โมมิเตอร์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถสังเกตเห็นอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำในหม้อต้มน้ำ  รูปที่ 5.15 แสดงการเริ่มต้นก่อไฟโดยใช้เตาแบบดั้งเดิม และเตาซูเปอร์อั้งโล่ ภายหลังถ่านในเตาทั้งสองติดไฟก็จะตั้งหม้อซึ่งเติมน้ำในปริมาณที่เท่ากัน ดังแสดงในรูปที่ 5.16 จากภาพจะสังเกตเห็นเทอร์โมมิเตอร์ซึ่งใช้วัดอุณหภูมิน้ำ  ซึ่งระหว่างทดสอบก็ได้เชิญชวนให้ผู้ที่สนใจ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชน เพื่อสังเกตอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำภายในเตา  โดยผลลัพธ์ที่ได้ คือ การต้มน้ำโดยใช้เตาซูเปอร์อั้งโล่ จะมีอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำรวดเร็วกว่าการต้มน้ำโดยใช้เตาแบบดั้งเดิม   นอกจากนั้นยังได้เชิญชวนให้ประชาชนทดสอบสัมผัสเปลือกเตาด้านนอกดังแสดงในรูปที่ 5.16  ซึ่งจากการสอบถามผู้ที่ทดลองใช้มือสัมผัสเปลือกเตาด้านนอกของเตาทั้งสองแบบ ได้ข้อสรุปว่า  อุณหภูมิเปลือกเตาด้านนอกของเตาแบบดั้งเดิมสูงกว่าเปลือกเตาด้านนอกของเตาซูเปอร์อั้งโล่

 
 

รูปที่ 5.17 แสดงบรรยากาศการบรรยาย และเชิญชวนประชาชนที่เดินผ่านไป ผ่านมาร่วมทดสอบ และพิสูจน์ ในด้านต่างๆ เช่น ความสามารถในการต้มน้ำของเตาซูเปอร์อั้งโล่ที่รวดเร็วกว่า  อุณหภูมิเปลือกเตาที่ต่ำกว่า และการเผาไหม้ที่ดีกว่า ในส่วนที่ 5.18 เป็นภาพการใช้เตาซูเปอร์อั้งโล่ในการทอดกล้วย ในขณะที่รูปที่ 5.19 เป็นภาพการร่วมชิมกล้วยทอด

 
 

5.3 การประชาสัมพันธ์ละสาธิตที่ตลาดทุ่งขันคำ

ตลาดทุ่งขันคำ เป็นตลาดที่มีลักษณะเหมือนกันกับตลาดขัวดิน  โดยมีทำเลที่ตั้งอยู่คนละมุมเมือง  กิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นในตลาดทุ่งขันคำก็จะมีลักษณะ และรูปแบบเช่นเดียวกันกับที่ได้ดำเนินการไปแล้วในตลาดขัวดิน  สำหรับภาพบรรยากาศในระหว่างดำเนินกิจกรรม มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
               
กิจกรรมประชาสัมพันธ์

บริเวณจัดงานประชาสัมพันธ์ และสาธิต ถูกจัดขึ้นภายในอาคารของตลาดทุ่งขันคำ  โดยก่อนจะจัดงาน ทางทีมที่ปรึกษาก็ได้มีการจัดทำป้ายเพื่อเชิญชวนล่วงหน้า  ซึ่งมีภาพประกอบดังแสดงในรูปที่ 5.20 สำหรับบรรยากาศในช่วงดำเนินงานประชาสัมพันธ์ และสาธิตที่ตลาดทุ่งขันคำดังแสดงในรูปที่ 5.21 จากภาพจะเห็นว่าประชาชนให้ความสนใจค่อนข้างมาก  และส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น โดยเฉพาะการกรอกแบบสอบถามแล้วส่งชิงรางวัล

 
 

กิจกรรมแจกแผ่นพับ

รูปที่ 5.22 แสดงให้เห็นกลุ่มทีมงานที่คอยแจกแผ่นพับ ที่ทางเข้าตลาดทุ่งขันคำ  ซึ่งทีมงานจะสวมเสื้อที่ทางที่ปรึกษาได้จัดเตรียมให้  โดยบริเวณด้านหน้าของเสื้อจะมีโลโก้ของเตาซูเปอร์อั้งโล่

 

รูปที่ 5.22 ทีมงานแจกแผ่นพับ
 

กิจกรรมตอบคำถามและจับสลาก

รูปที่ 5.23 แสดงภาพบรรยากาศการตอบคำถาม ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการจับสลาก ดังจะเห็นภาพบรรยากาศในรูปที่ 5.24  โดยในการจับสลากแต่ละครั้ง ก็จะมีตัวแทนประชาชนเป็นผู้จับสลาก

 

รูปที่ 5.23 บรรยากาศการตอบคำถาม ที่ตลาดทุ่งขันคำ

รูปที่ 5.24 บรรยากาศการจับสลาก ที่ตลาดทุ่งขันคำ

 
รูปที่ 5.25 แสดงภาพบรรยากาศการมอบรางวัล สำหรับผู้ที่สามารถตอบคำถามถูก และผู้ที่ได้รับรางวัลจากการจับสลาก
 

รูปที่ 5.25 บรรยากาศการมอบรางวัล ที่ตลาดทุ่งขันคำ

 

กิจกรรมสาธิต

                กิจกรรมสาธิตที่จัดขึ้น ณ ตลาดทุ่งขันคำก็จะมีรูปแบบเหมือนกันกับที่จัดขึ้น ณ ตลาดขัวดิน ซึ่งมีภาพบรรยากาศ ดังแสดงในรูปที่ 5.26 และ 5.27
 


    รูปที่ 5.26 การเตรียมอุปกรณ์และ                  รูปที่ 5.27 การทดสอบเปรียบเทียบ
       เช็คความพร้อมก่อนทดสอบ                       ประสิทธิภาพเตาโดยการต้มน้ำ

 
รูปที่ 5.27 แสดงบรรยากาศการสาธิต  ซึ่งการจัดการสาธิตที่ตลาดทุ่งขันคำ ได้รับความสนใจจากผู้สื่อข่าวมาทำข่าว เพื่อนำไปออกรายการข่าวทางสถานีโทรทัศน์ของ สปป.ลาว
 


รูปที่ 5.28 การทดลองใช้เตาซูเปอร์อั้งโล่เพื่อประกอบอาหาร

 

รูปที่ 5.28 เป็นบรรยากาศการประกอบอาหารโดยใช้เตาซูเปอร์อั้งโล่  และบรรยากาศการร่วมชิมอาหาร

 

6.  สรุปผลการดำเนินงาน

 

6.1 สรุปการดำเนินงาน

การดำเนินงานของโครงการฯ ในประเทศ สปป.ลาว แยกเป็นงานส่วนสำคัญๆ ได้ 3 ส่วน คือ งานสำรวจ งานฝึกอบรม และงานประชาสัมพันธ์

งานสำรวจ แยกเป็น สองส่วนคือ ส่วนผู้ผลิตเตา และส่วนผู้ใช้เตา จากข้อมูล พบว่า ผู้ผลิตเตาหุงต้มใน ประเทศ สปป.ลาว ยังมีน้อย ส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดเล็ก มีคนงานประมาณ 5-6 คน และจะผลิตเตาแบบดั้งเดิม ทั้งนี้เนื่องจากไม่ทราบว่ามีเตา “ซูเปอร์อั้งโล่” ส่วนในด้านผู้ใช้เตาตามครัวเรือน พบว่ามีน้อยรายมากที่รู้จักเตา “ซูเปอร์อั้งโล่” ซึ่งก็เป็นเหตุหนึ่งที่โรงงานไม่จำเป็นต้องผลิตเตา “ซูเปอร์อั้งโล่” เพราะผู้บริโภคไม่รู้จักจึงไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

งานการฝึกอบรม ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้งสิ้น 50 คน ผู้เข้าอบรมประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการจากแขวงต่างๆ เจ้าของโรงเตา และคนงานทำเตา ผู้เข้าอบรมบางส่วนเป็นเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการจากแขวงต่างๆ ซึ่งไม่เคยทำเตามาก่อนเลย ซึ่งภายหลังจากฝึกอบรมปรากฎณ์ว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทุกคนสามารถปั้นเตาเองได้ แต่ฝีมืออาจจะยังมีดีนัก อย่างไรก็ตามจากการอบรมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ได้รับความรู้ในเรื่องเตาเป็นอย่างดี และได้ตระหนักถึงข้อดีของเตา “ซูเปอร์อั้งโล่” ซึ่งจากการสอบถาม กว่า 80% จะนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ยังแขวงที่ตนประจำอยู่

งานประชาสัมพันธ์เตา “ซูเปอร์อั้งโล่” ได้ทำที่พระนครเวียงจันทน์ 2 ตลาด คือที่ ตลาดขัวดิน และตลาดทุ่งขันคำ ซึ่งได้มีกิจกรรมการสาธิตเตาโดยทดสอบต้มน้ำเปรียบเทียบกับเตาแบบดั้งเดิม ทดสอบปรุงอาหารจาก เตา “ซูเปอร์อั้งโล่” และจัดกิจกรรมตอบคำถามเกี่ยวกับเตาหุงต้ม โดยมีรางวัลเป็น เตา “ซูเปอร์อั้งโล่” ซึ่งปรากฏณ์ว่ามีคนที่ผ่านไปมาในระแวกนั้นให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

โดยสรุป งานศึกษาพัฒนาเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงในประเทศ  สปป.ลาว นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และได้รับการตอบรับจากทั้งหน่วยงานราชการเอง ผู้ผลิตเตา และผู้ใช้เตาจากภาคครัวเรือนเป็นอย่างดี ดังที่กล่าวในรายงาน

6.2 ปัญหาและอุปสรรค

ในการดำเนินงานนี้พบปัญหาและอุปสรรคค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีภาษาที่ใกล้เคียงกัน วัฒนธรรมก็ใกล้เคียงกัน จะมีเพียงปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทางของเจ้าหน้าที่เท่านั้น เนื่องจากคณะที่ปรึกษาไม่ทราบการเบิกจ่ายดังกล่าวมาก่อน แต่ก็ได้แก้ปัญหาไปได้ด้วยดี สำหรับประเด็นอื่นๆ ก็มีบ้างเช่นการติดต่อตลาดที่ใช้ประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่การดูแล ซึ่งต้องใช้เวลาในการติดต่อนานหลายวัน

6.3 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการ

โครงการนี้นับว่าได้รับการตอบรับจากประชาชนชาวลาวอย่างมาก โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่จากแขวงต่างๆ ซึ่งหลายแขวงได้แสดงความประสงค์ที่อยากให้ตัวแทนฝ่ายไทย ไปดำเนินโครงการในลักษณะนี้ในพื้นที่ของแขวงนั้นๆ อันจะเป็นผลให้คนได้รู้จักและหันมานิยมใช้เตา “ซูเปอร์อั้งโล่” กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

ทางกระทรวงอุตสาหกรรมและหัตกรรมของ สปป.ลาว เห็นควรให้มีการจัดอบรมในลักษณะนี้ กับแขวงอื่นๆที่มีโรงงานผลิตเตา