0

การอนุรักษ์พลังงานตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535

ความเป็นมา
สาระสำคัญของกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน
โครงสร้างกฎหมายอนุรักษ์พลังงานในส่วนของอาคารควบคุม
โครงสร้างกฎหมายอนุรักษ์พลังงานในส่วนของโรงงานควบคุม
ข้อกำหนดการเป็นอาคารควบคุม
ข้อกำหนดการเป็นโรงงานควบคุม
หน้าที่และขั้นตอนการอนุรักษ์พลังงานของอาคารควบคุมและโรงงานควบคุม
ผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน
บันทึกและส่งข้อมูลการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงาน
การกำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน
การตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน
สิทธิที่ได้รับจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
ค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้ไฟฟ้า
การขอผ่อนผันการปฏิบัติตามกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน
บทกำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน


1
ความเป็นมา

             นโยบายการประหยัดพลังงานของประเทศได้เริ่มต้นเมื่อปี 2516 ซึ่งอยู่ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 (2516-2519) โดยรัฐบาลในขณะนั้นได้กำหนดมาตรการป้องกันการขาดแคลนน้ำมันและประหยัดการใช้น้ำมันและไฟฟ้าหลายประการ ซึ่งบางมาตรการมีลักษณะชั่วคราว เช่น ลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างในทางสาธารณะลงร้อยละ 50 จำกัดขนาดเครื่องยนต์ของส่วนราชการที่จัดซื้อใหม่ไม่เกิน 1,300 ซีซี เป็นต้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้ยกเลิกไปหมดแล้วเมื่อสถานการณ์ผ่อนคลายลงสำหรับมาตรการด้านการอนุรักษ์พลังงาน หรือการประหยัดการใช้พลังงาน ที่ใช้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 (2520-2525) ก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการใช้น้ำมันยังมีอัตราที่สูงมาก อีกทั้งการผลิตไฟฟ้ายังพึ่งพาน้ำมันปิโตรเลียมจากต่างประเทศในอัตราที่สูงมาก มาตรการประหยัดพลังงานในขณะนั้นครอบคลุมทั้งการคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม ภาคส่วนราชการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาตรการชั่วคราวที่เน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น เช่น จำกัดความเร็วรถยนต์นั่งและรถบรรทุก กำหนดบัสเลนห้ามจอดรถในถนนสายหลักห้ามไม่ให้โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใช้ไฟฟ้าในช่วง Peak Load สาธิตการประหยัดพลังงาน กำหนดเวลาปิดเปิดของสถานบริการเริงรมย์ ลดเวลาออกอากาศทางโทรทัศน์ในช่วงเย็น เป็นต้น

             จากมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลได้ใช้เพื่อเป็นการลดการใช้น้ำมันและไฟฟ้าในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีราคาแพงและขาดแคลนนั้น ยังไม่สามารถลดการใช้น้ำมันและลดการพึ่งพาน้ำมันปิโตรเลี่ยมจากต่างประเทศลงได้อย่างบังเกิดประสิทธิภาพ จวบจนกระทั่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (2525-2529) จึงได้มีการกำหนดนโยบายทางด้านพลังงานไว้เพื่อใช้เป็นหลักในการพัฒนาด้านพลังงานของประเทศที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ โดยรวมถึงการปรับโครงสร้างการผลิตและการใช้พลังงานให้ลดลง มาตรการประหยัดพลังงานที่นำมาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในสาขาอุตสาหกรรม และคมนาคมขนส่งตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 นั้น กำหนดให้เน้นถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิตให้เกิดการประหยัดและลดการใช้พลังงานลง โดยให้มีการดำเนินงานในรูปโครงการประหยัดพลังงานของประเทศ

             ในเบื้องต้นโครงการประหยัดพลังงานของประเทศ ได้กำหนดให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานดำเนินมาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดในภาคอุตสาหกรรม อาทิ การให้บริการตรวจวิเคราะห์การใช้พลังงาน และเสนอแนะวิธีการประหยัดพลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม การจัดฝึกอบรม เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน ตั้งแต่ระดับผู้บริหารวิศวกร และช่างเทคนิคของโรงงาน การให้สิ่งจูงใจด้วยการลดอากรศุลกากรขาเข้าของเครื่องจักร อุปกรณ์ที่ช่วยในการประหยัดพลังงาน และการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่โรงงานเพื่อการสาธิตการประหยัดพลังงาน รวมทั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารประหยัดพลังงาน ด้วยวารสารข่าว เอกสารวิชาการ โปสเตอร์ และแผ่นพับ เป็นต้น

             โครงการดังกล่าวได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและขยายขอบเขตกว้างขวางเพิ่มขึ้นจนถึงในช่วงของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 (2530-2534) จึงได้กำหนดเป้าหมายเพิ่มขึ้นให้มีการอนุรักษ์พลังงานในอาคารพาณิชย์ และที่อยู่อาศัยด้วย

             ในปี พ.ศ. 2529 ภายหลังจากที่ได้ดำเนินมาตรการส่งเสริมการประหยัดพลังงาน จนได้ผลมาในระดับหนึ่ง แต่จากการที่เศรษฐกิจของประเทศมีแนวโน้มที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในด้านการส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยว ทำให้ความต้องการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขยายตัวขึ้นสูงตามไปด้วย จึงเป็นภาระของทั้งภาครัฐและเอกชนในการจัดหาพลังงานมาสนองตอบความต้องการใช้ให้เพียงพอ ดังนั้นนอกเหนือจากการพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ แล้ว การอนุรักษ์พลังงานอย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืน จะเป็นมาตรการอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพทางด้านพลังงานของประเทศได้ และจากการเห็นผลสำเร็จของต่างประเทศในการอนุรักษ์พลังงาน อาทิ ญี่ปุ่น เยอรมัน แคนาดา ซึ่งประเทศเหล่านี้มีกฎหมายอนุรักษ์พลังงานเป็นเครื่องมือสำคัญในการให้การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานแก่ภาคเอกชน กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานจึงได้ยกร่างกฎหมายส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานขึ้นมาและได้ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และได้มีพระบรมราชโองการฯ ให้ประกาศใช้ในพระราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2535 ทำให้พระราชบัญญัติ การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา

2

สาระสำคัญของกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน

             กฎหมายอนุรักษ์พลังงานมีชื่อเต็มว่า “พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535" ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2535 และมีผลให้ใช้บังคับในวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปคือวันที่ 3 เมษายน 2535 หลักการของกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่อ
       1. กำกับดูแล ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย (อาคารควบคุมและโรงงานควบคุม) มีการอนุรักษ์พลังงานด้วยการผลิตและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด
         2. ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการผลิตเครื่องจักร อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพและวัสดุที่ใช้ในการอนุรักษ์พลังงานขึ้นภายในประเทศและมีการใช้อย่างแพร่หลาย
         3. ส่งเสริมและสนับสนุนให้การอนุรักษ์พลังงานเป็นรูปธรรม ด้วยการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน” เพื่อใช้เป็นกลไกในการให้การอุดหนุน ช่วยเหลือทางการเงินในการอนุรักษ์พลังงาน

             กฎหมายอนุรักษ์พลังงาน ประกอบด้วย 9 หมวด 61 มาตรา ดังนี้
               บทบัญญัติและคำนิยามศัพท์                                                                                         (มาตรา 1-6)
                  หมวด 1 การอนุรักษ์พลังงานในโรงงานควบคุม                                                                 (มาตรา 7-16)
                  หมวด 2 การอนุรักษ์พลังงานในอาคารควบคุม                                                                  (มาตรา 17-22)
                  หมวด 3 การอนุรักษ์พลังงานในเครื่องจักร อุปกรณ์และส่งเสริมการใช้วัสดุเพื่ออนุรักษ์พลังงาน (มาตรา 23)
                  หมวด 4 กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน                                                                 (มาตรา 24-39)
                  หมวด 5 มาตรการส่งเสริมและช่วยเหลือ                                                                           (มาตรา 40-41)
                  หมวด 6 ค่าธรรมเนียมพิเศษ                                                                                           (มาตรา 42-46)
                  หมวด 7 พนักงานเจ้าหน้าที่                                                                                            (มาตรา 47-49)
                  หมวด 8 การอุทธรณ์                                                                                                      (มาตรา 50-52)
                  หมวด 9 บทกำหนดโทษ                                                                                                 (มาตรา 53-61)

                        พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 (Download)

             กลุ่มเป้าหมายหลักของกฎหมายตามหมวด 1 หมวด 2 และ 3 สามารถจัดแบ่งกลุ่มเป้าหมายที่รัฐจะเข้าไปกำกับดูแล และให้การส่งเสริมช่วยเหลือ คือ
                                 1. โรงงานควบคุม
                                 2. อาคารควบคุม
                         3. ผู้ผลิต หรือผู้จำหน่ายเครื่องจักร อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงและวัสดุที่ใช้ในการอนุรักษ์พลังงาน

             สำหรับกลุ่มโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม จะเน้นไปที่โรงงาน และอาคารที่ใช้พลังงานในปริมาณมากและมีศักยภาพพร้อมที่จะดำเนินการอนุรักษ์พลังงานได้ทันที โดยจะมีการออก “พระราชกฤษฎีกากำหนดโรงงานควบคุม" และ “พระราชกฤษฎีกากำหนดอาคารควบคุม"เพื่อกำหนดว่าโรงงาน และอาคารประเภทใดใช้พลังงานชนิดใด ในปริมาณเท่าใด จึงจะเป็นโรงงานควบคุม และอาคารควบคุม ที่จะต้องดำเนินการอนุรักษ์พลังงานตามพระราชบัญญัตินี้

             ในส่วนของกลุ่มผู้ผลิต หรือผู้จำหน่ายเครื่องจักร อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง และวัสดุที่ใช้ในการอนุรักษ์พลังงาน จะได้รับสิทธิในการอุดหนุนช่วยเหลือ เพื่อให้มีการผลิตหรือจำหน่ายเครื่องจักร อุปกรณ์และวัสดุเหล่านี้แก่ประชาชนทั่วไปอย่างแพร่หลาย และมีราคาถูก ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนทั่วไปลดการใช้พลังงานลงได้ ทั้งนี้จะได้มีการกำหนดประเภท และมาตรฐานของคุณภาพของเครื่องจักร อุปกรณ์และวัสดุที่จะได้รับสิทธิอุดหนุนช่วยเหลือไว้ในกฎกระทรวงต่อไป

             กิจกรรมที่ถือว่าเป็นการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานตามมาตรา 7 ได้แก่ การดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
             1. การปรับปรุงประสิทธิภาพการเผาไหม้เชื้อเพลิง
          2. การป้องกันการสูญเสียพลังงาน
          3. การนำพลังงานที่เหลือจากการใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่
          4. การเปลี่ยนไปใช้พลังงานอีกประเภทหนึ่ง
          5. การปรับปรุงการใช้ไฟฟ้า ด้วยวิธีปรับปรุงตัวประกอบกำลังไฟฟ้า การลดความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของระบบ การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าให้เหมาะสมกับ ภาระและวิธีการอื่น
          6. การใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ตลอดจนระบบควบคุมการทำงานและวัสดุที่ช่วยในการอนุรักษ์พลังงาน
          7. การอนุรักษ์พลังงานโดยวิธีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

             กิจกรรมการอนุรักษ์พลังงานในอาคารตามมาตรา 17 ได้แก่ การดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
          1. การลดความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่เข้ามาในอาคาร
          2. การปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการรักษาอุณหภูมิภายในอาคารที่อยู่ระดับที่เหมาะสม
             3. การใช้วัสดุก่อสร้างอาคารที่จะช่วยอนุรักษ์พลังงาน ตลอดจนการแสดงคุณภาพของวัสดุก่อสร้างนั้นๆ
          4. การใช้แสงสว่างในอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ
          5. การใช้และการติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ และวัสดุที่ก่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร
          6. การใช้ระบบควบคุมการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์
          7. การอนุรักษ์พลังงานโดยวิธีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

           การกำหนดประเภทกิจกรรมที่ถือว่าเป็นการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานและอาคารดังกล่าวข้างต้นเพื่อให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนผู้ปฏิบัติและผู้กำกับดูแลมีความเข้าใจชัดเจนตรงกันว่าการดำเนินการอย่างใดที่ถือว่าเป็นการอนุรักษ์พลังงานตามกฏหมายนี้

             สำหรับหน้าที่และขั้นตอนการอนุรักษ์พลังงานของอาคารควบคุมและโรงงานควบคุม สิทธิที่จะได้รับการส่งเสริมช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และอื่นๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้จะกล่าวในหัวข้อต่อไป

3
โครงสร้างกฎหมายอนุรักษ์พลังงานในส่วนของอาคารควบคุม

             


ข้อกำหนดการเป็นอาคารควบคุม

                 พระราชกฤษฎีกากำหนดอาคารควบคุม พ.ศ. 2538 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2538 ได้กำหนดให้อาคารที่มีลักษณะเป็นอาคารหลังเดียวหรือหลายหลังภายใต้เลขที่บ้านเดียวกันที่มีการใช้พลังงานดังต่อไปนี้เป็น “อาคารควบคุม"

                            1. ได้รับอนุมัติจากผู้จำหน่ายให้ใช้เครื่องวัดไฟฟ้า หรือให้ติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าชุดเดียวหรือหลายชุดรวมกันมีขนาดตั้งแต่ 1,000 กิโลวัตต์ หรือ 1,175 กิโลโวลท์แอมแปร์ขึ้นไป
                            2. มีการใช้ไฟฟ้าจากระบบของผู้จำหน่าย ความร้อนจากไอน้ำจากผู้จำหน่าย หรือพลังงานสิ้นเปลืองอื่นจากผู้จำหน่าย หรือของตนเองอย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกันตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึงวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่ผ่านมา มีปริมาณพลังงานทั้งหมดเทียบเท่าพลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ 20 ล้านเมกะจูลขึ้นไป

                 การคำนวณปริมาณการใช้พลังงานเป็นหน่วยเมกะจูลให้คำนวณตามหลักเกณฑ์ดังนี้
             1. กรณีไฟฟ้า ให้คำนวณปริมาณการใช้ไฟฟ้าเป็นหน่วยกิโลวัตต์ชั่วโมงแล้วคูณด้วย 3.60
             2. กรณีความร้อนจากไอน้ำ ให้คำนวณปริมาณความร้อนจากไอน้ำเป็นพลังงานไฟฟ้าเทียบเท่า โดยใช้สูตรดังต่อไปนี้
                           
Es = (hs – hw) X S X eff
              โดย    Es หมายถึง ปริมาณความร้อนจากไอน้ำเป็นพลังงานไฟฟ้าเทียบเท่า หน่วยเป็นเมกะจูล/ปี
                             hs หมายถึง ค่า Enthalpy ของไอน้ำที่ใช้ หน่วยเป็น เมกะจูล/ตัน จากตารางไอน้(steam table) ทั่วไป
                             hw หมายถึง ค่า Enthalpy ของน้ำที่อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียสและความดันหนึ่งบรรยากาศในที่นี้ให้ใช้ค่าเท่ากับ 113 เมกะจูล/ตัน
                             S หมายถึง ปริมาณไอน้ำที่ใช้ หน่วยเป็น ตัน/ปี ดูจากเครื่องวัดปริมาณไอน้ำของอาคาร
                             eff หมายถึง ประสิทธิภาพการเปลี่ยนพลังงานความร้อนเป็นพลังงานไฟฟ้าเทียบเท่า ในที่นี้ให้ใช้ค่า 0.45

                 3. กรณีพลังงานสิ้นเปลืองอื่น ให้คำนวณปริมาณความร้อนจากพลังงานสิ้นเปลืองอื่น เป็นพลังงานไฟฟ้าเทียบเท่า โดยใช้สูตรดังต่อไปนี้
                      Ef = F X HHV X eff
              โดย     Ef หมายถึง ปริมาณความร้อนจากพลังงานสิ้นเปลืองอื่นเป็นปริมาณพลังงานไฟฟ้าเทียบเท่า หน่วยเป็น เมกะจูล/ปี
                              F หมายถึง ปริมาณการใช้พลังงานสิ้นเปลือง หน่วยเป็น หน่วยน้ำหนัก หรือปริมาตรต่อปี
                      HHV หมายถึง ค่าความร้อนสูง (higher heating value) ของพลังงานสิ้นเปลืองที่ใช้หน่วย เป็นเมกะจูล/หน่วยน้ำหนักหรือปริมาตร
                              eff หมายถึง ประสิทธิภาพการเปลี่ยนพลังงานความร้อนเป็นพลังงานไฟฟ้าเทียบเท่าในที่นี้ให้ใช้ค่า 0.45

                 ในกรณีไม่มีความร้อนสูงจากผู้จำหน่าย ให้ใช้ค่าความร้อนเฉลี่ยที่กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานกำหนด

             "พลังงานสิ้นเปลือง" ตามกฎหมายอนุรักษ์พลังงานหมายความรวมถึง พลังงานที่ได้จากถ่านหิน หินน้ำมัน ทรายน้ำมัน น้ำมันดิบ น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ และนิวเคลียร์ เป็นต้น
อาคารที่ได้รับการยกเว้นไม่เป็นอาคารควบคุมได้แก่ อาคารที่ใช้เป็นพระที่นั่งหรือพระราชวัง อาคารที่ทำการสถานทูตหรือสถานกงสุลต่างประเทศ อาคารที่ทำการขององค์การระหว่างประเทศ หรือที่ทำการของหน่วยงานที่ตั้งขึ้นตามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศ โบราณสถาน วัดวาอารามหรืออาคารต่างๆ ที่ใช้เพื่อการศาสนาซึ่งมีกฎหมายควบคุมการก่อสร้างไว้แล้วโดยเฉพาะ

             พระราชกฤษฎีกากำหนดอาคารควบคุม พ.ศ. 2538 (Download)
           ทำเนียบอาคารควบคุม (Download)

                 อาคารใดประสงค์จะให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน วินิจฉัยการเข้าข่ายเป็นอาคารควบคุมสามารถดำเนินการได้โดยกรอกรายละเอียดลงใน “แบบข้อมูลการใช้พลังงานเพื่อวินิจฉัยการเป็นอาคารควบคุม" (Download) แล้วส่งถึง

                 ผู้อำนวยการสำนักกำกับและอนุรักษ์พลังงาน
            กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน
            17 ถนนพระราม 1 แขวงรองเมือง
             เขตปทุมวัน กทม. 10330
             หรือทางโทรสารหมายเลข 0 2223 1151

ข้อกำหนดการเป็นโรงงานควบคุม

                 พระราชกฤษฎีกากำหนดโรงงานควบคุม พ.ศ. 2540 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม2540ได้กำหนดให้โรงงานที่มีลักษณะเป็นโรงงานเดียวหรือหลายโรงงานภายใต้เลขที่บ้านเดียวกันที่มีการใช้พลังงานในระดับที่แตกต่างกันในแต่ละปีที่จะมีผลบังคับใช้ดังต่อไปนี้เป็น “โรงงานควบคุม"

                1. ในโรงงานควบคุมที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 ได้แก่โรงงานที่ได้รับอนุมัติจากผู้จำหน่ายไฟฟ้าให้ใช้เครื่องวัดไฟฟ้า หรือให้ติดตั้งหม้อแปลงชุดเดียวกันหรือหลายชุดรวมกันมีขนาดตั้งแต่ 10,000 กิโลวัตต์ หรือ 11,750 กิโลโวลท์แอมแปร์ขึ้นไป

                หรือโรงงานที่ใช้ไฟฟ้าจากระบบของผู้จำหน่าย ความร้อนจากไอน้ำจากผู้จำหน่าย หรือพลังงานสิ้นเปลืองอื่นจากผู้จำหน่ายหรือของตนเองอย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกันตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่ผ่านมา มีปริมาณพลังงานทั้งหมดเทียบเท่าพลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ 200 ล้านเมกะจูลขึ้นไป

                 2. ในโรงงานควบคุมที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2541 ได้แก่โรงงานตามข้อ 1 ที่มีขนาดตั้งแต่ 3,000 กิโลวัตต์แต่ไม่ถึง 10,000 กิโลวัตต์ หรือตั้งแต่ 3,530 กิโลโวลท์แอมแปร์แต่ไม่ถึง 11,750 กิโลโวลท์แอมแปร์ หรือโรงงานที่มีปริมาณการใช้พลังงานทั้งหมดเทียบเท่าพลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ 60 ล้านเมกะจูลแต่ไม่ถึง 200 ล้านเมกะจูล

                 3. ในโรงงานควบคุมที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2542 ได้แก่โรงงานตามข้อ 1 ที่มีขนาดตั้งแต่ 2,000 กิโลวัตต์แต่ไม่ถึง 3,000 กิโลวัตต์ หรือตั้งแต่ 2,350 กิโลโวลท์แอมแปร์แต่ไม่ถึง 3,530 กิโลโวลท์แอมแปร์ หรือโรงงานที่มีปริมาณการใช้พลังงานทั้งหมดเทียบเท่าพลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ 40 ล้านเมกะจูลแต่ไม่ถึง 60 ล้านเมกะจูล

                 4. ในโรงงานควบคุมที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2543 ได้แก่โรงงานตามข้อ 1 ที่มีขนาดตั้งแต่ 1,000 กิโลวัตต์แต่ไม่ถึง 2,000 กิโลวัตต์ หรือตั้งแต่ 1,175 กิโลโวลท์แอมแปร์แต่ไม่ถึง 2,350 กิโลโวลท์แอมแปร์ หรือโรงงานที่มีปริมาณการใช้พลังงานทั้งหมดเทียบเท่าพลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ 20 ล้านเมกะจูลแต่ไม่ถึง 40 ล้านเมกะจูล

                 การคำนวณปริมาณการใช้พลังงานเป็นหน่วยเมกะจูลให้คำนวณตามหลักเกณฑ์ดังนี้
                 1. กรณีไฟฟ้า ให้คำนวณปริมาณการใช้ไฟฟ้าเป็นหน่วยกิโลวัตต์ชั่วโมงแล้วคูณด้วย 3.60
             2. กรณีความร้อนจากไอน้ำ ให้คำนวณปริมาณความร้อนจากไอน้ำเป็นพลังงานไฟฟ้าเทียบเท่า โดยใช้สูตรดังต่อไปนี้
                         Es = (hs – hw) x Sxeff
              โดย      Eหมายถึง ปริมาณความร้อนจากไอน้ำเป็นพลังงานไฟฟ้าเทียบเท่า หน่วยเป็น เมกะจูล/ปี
                       hs หมายถึง ค่า Enthalpy ของไอน้ำที่ใช้ หน่วยเป็น เมกะจูล/ตัน จากตารางไอน้ำ(steam table) ทั่วไป
                               hw หมายถึง ค่า Enthalpy ของน้ำที่อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียสและความดันหนึ่งบรรยากาศในที่นี้ให้ใช้ค่าเท่ากับ 113 เมกะจูล/ตัน
                               S  หมายถึง ปริมาณไอน้ำที่ใช้ หน่วยเป็น ตัน/ปี ดูจากเครื่องวัดปริมาณไอน้ำของโรงงานควบคุม
                               eff หมายถึง ประสิทธิภาพการเปลี่ยนพลังงานความร้อนเป็นพลังงานไฟฟ้าเทียบเท่าในที่นี้ให้ใช้ค่า 0.45
             3. กรณีพลังงานสิ้นเปลืองอื่น ให้คำนวณปริมาณความร้อนจากพลังงานสิ้นเปลืองอื่น เป็นพลังงานไฟฟ้าเทียบเท่า โดยใช้สูตรดังต่อไปนี้
                      Ef = F x HHV x eff
              โดย     Ef หมายถึง ปริมาณความร้อนจากพลังงานสิ้นเปลืองอื่นเป็นปริมาณพลังงานไฟฟ้าเทียบเท่า หน่วยเป็น เมกะจูล/ปี
                             F หมายถึง ปริมาณการใช้พลังงานสิ้นเปลือง หน่วยเป็น หน่วยน้ำหนักหรือปริมาตรต่อปี
                        HHV หมายถึง ค่าความร้อนสูง (higher heating value) ของพลังงานสิ้นเปลืองที่ใช้หน่วยเป็น เมกะจูล/หน่วยน้ำหนักหรือปริมาตร
                     eff  หมายถึง ประสิทธิภาพการเปลี่ยนพลังงานความร้อนเป็นพลังงานไฟฟ้าเทียบเท่าในที่นี้ให้ใช้ค่า 0.45

                  ในกรณีไม่มีค่าความร้อนสูงจากผู้จำหน่าย ให้ใช้ค่าความร้อนเฉลี่ยที่กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานกำหนด

                  "พลังงานสิ้นเปลือง" ตามกฎหมายอนุรักษ์พลังงานหมายความรวมถึง พลังงานที่ได้จากถ่านหิน หินน้ำมัน ทรายน้ำมัน น้ำมันดิบ น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ และนิวเคลียร์ เป็นต้น

              พระราชกฤษฎีกากำหนดโรงงานควบคุม พ.ศ. 2540 (Download)
              ทำเนียบโรงงานควบคุม (Download)

                   โรงงานใดประสงค์จะให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน วินิจฉัยการเข้าข่ายเป็นโรงงานควบคุมสามารถดำเนินการได้โดยกรอกรายละเอียดลงใน “แบบข้อมูลการใช้พลังงานเพื่อวินิจฉัยการเป็นโรงงานควบคุม" (Download) แล้วส่งถึง

                   ผู้อำนวยการสำนักกำกับและอนุรักษ์พลังงาน
              กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน
              17 ถนนพระราม 1 แขวงรองเมือง
              เขตปทุมวัน กทม. 10330
                  หรือทางโทรสารหมายเลข 0 2223 1151

หน้าที่และขั้นตอนการอนุรักษ์พลังงานของ
อาคารควบคุมและโรงงานควบคุม

                 ตามมาตรา 9 ได้กำหนดหน้าที่ให้เจ้าของโรงงานควบคุมต้องดำเนินการไว้ชัดเจน คือ ต้องอนุรักษ์พลังงาน ตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานในโรงงานของตนให้เป็นไปตามมาตรฐาน หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง (ปัจจุบันอยู่ระหว่างการร่างกฏกระทรวงมาตรฐานอนุรักษ์พลังงานในโรงงานควบคุม) ประกอบมาตรา 21 ได้กำหนดหน้าที่ให้เจ้าของอาคารควบคุมต้องอนุรักษ์พลังงาน ตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานในอาคารของตนให้เป็นไปตามมาตรฐาน หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 19 (กฎกระทรวงมาตรฐานการอนุรักษ์พลังงานในอาคารควบคุม ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรฐานในเรื่องของค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของอาคาร (OTTV,RTTV) การใช้ไฟฟ้าส่องสว่างในอาคาร และมาตรฐานการปรับอากาศในอาคาร)

                 นอกจากหน้าที่ตามมาตรา 9 และ 21 แล้วตามมาตรา 11 และมาตรา 22 ยังได้กำหนดให้เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
                 1. จัดให้มีผู้รับผิดชอบด้านพลังงานอย่างน้อย 1 คน ประจำที่โรงงานควบคุมและอาคารควบคุมแต่ละแห่ง
                  2. ส่งข้อมูลเกี่ยวกับการผลิต การใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงานให้แก่กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ตามแบบและระยะเวลาที่กำหนดในกฎกระทรวง
             3. จัดให้มีการบันทึกข้อมูลการใช้พลังงาน การติดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีผลต่อการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
                 4. กำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมและส่งให้แก่กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดในกฎกระทรวง
             5. ตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

ผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน

                 ตามมาตรา 11(1) และมาตรา 12 ประกอบกับมาตรา 22 กำหนดให้เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมต้องจัดให้มีผู้รับผิดชอบด้านพลังงานประจำโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมแต่ละแห่งอย่างน้อย 1 คน และแจ้งให้อธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ทราบภายใน 180 วันนับแต่วันที่เป็นโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุม

                 ผู้รับผิดชอบด้านพลังงานต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (มาตรา 13 และ 22)
             1. เป็นผู้ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงและมีประสบการณ์การทำงานในโรงงานและอาคารอย่างน้อยสามปี โดยมีผลงานด้านการอนุรักษ์พลังงานตามการรับรองของเจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม
             2. เป็นผู้ได้รับปริญญาทางวิศวกรรมศาสตร์หรือทางวิทยาศาสตร์ โดยมีผลงานด้านการอนุรักษ์พลังงานตามการรับรองของเจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม
             3. เป็นผู้สำเร็จการฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์พลังงานหรือการฝึกอบรมที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกันที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงานจัดขึ้นหรือให้ความเห็นชอบ

                ผู้ที่เสนอจะเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลังงานโดยใช้คุณสมบัติสำเร็จการฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์พลังงานนั้น ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เห็นชอบกับหลักสูตร"การอนุรักษ์พลังงานในอาคาร” หรือหลักสูตร "ผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน (PRE) ในอาคารควบคุม”สำหรับผู้ที่จะเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลังงานประจำอาคารควบคุม และหลักสูตร "การอนุรักษ์พลังงานในโรงงาน” หรือหลักสูตร "ผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน (PRE) ในโรงงานควบคุม” สำหรับผู้ที่จะเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลังงานประจำโรงงานควบคุม รายละเอียดการเข้าอบรมในหลักสูตรดังกล่าวติดต่อ กองฝึกอบรม โทรศัพท์ 0 2446 7050-4

                 การแจ้งแต่งตั้งผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมต้องกรอกรายละเอียดลงในแบบที่กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานกำหนด คือ “หนังสือแจ้งการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบด้านพลังงานฯ (แบบ บพช.1)” และ “หนังสือรับรองผลงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน (แบบ บพช.2)” และ "หนังสือรับรองผลงานด้านการอนุรักษ์พลังงานที่ได้จากการปฏิบัติงานในโรงงานหรืออาคารที่ไม่ใช่เป็นโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุม (แบบ บพช.3)”

             หนังสือแจ้งแต่งตั้งผู้รับผิดชอบด้านพลังงานฯ (บพช.1) Download
             หนังสือรับรองผลงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน (บพช.2) Download
             หนังสือรับรองผลงานด้านการอนุรักษ์พลังงานที่ได้จากการปฏิบัติงานในโรงงาน
             หรืออาคารที่ไม่ใช่โรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุม (บพช.3) Download
             คู่มือแนะนำการกรอกแบบแต่งตั้งผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน และรับรองผลงานด้านการอนุรักษ์พลังงานของอาคารควบคุม Download
            
คู่มือแนะนำการกรอกแบบแต่งตั้งผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน และรับรองผลงานด้านการอนุรักษ์พลังงานของโรงงานควบคุม Download

                 ผู้รับผิดชอบด้านพลังงานมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ (มาตรา 14 และ 22)
             (1) บำรุงรักษาและตรวจสอบประสิทธิภาพของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานเป็นระยะๆ
                  (2) ปรับปรุงวิธีการใช้พลังงานให้เป็นไปตามหลักการอนุรักษ์พลังงาน
              (3) รับรองข้อมูลในแบบ บพร.1 และ บพอ.1 ที่เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมส่งให้แก่กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน
              (4) ควบคุมดูแลการบันทึกข้อมูลในแบบ บพร.2 และ บพอ.2 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้และรับรองความถูกต้องของการบันทึกดังกล่าว
              (5) ช่วยเจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมในการกำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม
              (6) รับรองผลการตรวจสอบ และวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนฯ
              (7) ช่วยเจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมปฏิบัติตามคำแนะนำของอธิบดีในการปรับแก้ไขเป้าหมายและแผนงานฯ

                   บทกำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน
               1. เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมไม่จัดให้มีผู้รับผิดชอบด้านพลังงานต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท (มาตรา 55)
               2. เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมรับรองผลงานด้านการอนุรักษ์พลังงานอันเป็นเท็จต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 57)

 

บันทึกและส่งข้อมูลการใช้และการอนุรักษ์พลังงาน

                ตามมาตรา 11 (2) (3) และมาตรา 22 ประกอบกับกฎกระทรวงฉบับที่ 2 และฉบับที่ 5ได้กำหนดเจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมต้องส่งข้อมูลการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงานให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ตามแบบ บพร.1 สำหรับโรงงานควบคุม และตามแบบ บพอ.1 สำหรับอาคารควบคุม โดยมีผู้รับผิดชอบด้านพลังงานเป็นผู้ลงนามรับรองความถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว

                     แบบ บพร.1 และ บพอ.1 ต้องส่งให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ปีละ 2 ครั้ง ในช่วงเวลาดังต่อไปนี้
               1. ข้อมูลรายเดือนของเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ให้ส่งภายในเดือนกรกฎาคมของปีนั้น
               2. ข้อมูลรายเดือนของเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม ให้ส่งภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป

                     วิธีการส่งแบบ บพร.1 และ บพอ.1 ให้ส่งได้ในกรณีดังนี้
               1. ส่งโดยบุคคลถือมายังกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน
               2. ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ และให้ถือวันที่ลงทะเบียนเป็นวันส่งข้อมูล
               3. ส่งทางโทรสาร ให้ถือวันที่ส่งโทรสารเป็นวันที่ส่งข้อมูล โดยต้องส่งแบบ บพร.1 และ บพอ.1 ฉบับจริงภายใน 7 วันนับแต่วันครบกำหนดการส่งข้อมูล

                     นอกจากเจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมต้องส่งข้อมูลตามแบบ บพร.1และ บพอ.1 แล้ว ยังต้องจัดให้มีการบันทึกข้อมูลการใช้พลังงาน การติดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีผลต่อการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงานตาม แบบ บพร.2 สำหรับโรงงานควบคุม และ แบบ บพอ.2 สำหรับอาคารควบคุม โดยต้องบันทึกเป็นรายเดือน และมีผู้รับผิดชอบด้านพลังงานเป็นผู้ลงนามรับรองความถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว

                     แบบ บพร.2 และแบบ บพอ.2 ไม่ต้องส่งให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน แต่เก็บไว้ประจำที่โรงงานควบคุมและอาคารควบคุมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อประโยชน์ในการใช้งานและการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา 15 และ 22)

                กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2538) ว่าด้วยกำหนดแบบและระยะเวลาการส่งข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงาน และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการบันทึกข้อมูลการใช้พลังงาน และการติดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีผลต่อการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงานของอาคารควบคุม (Download)

                กฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2540) ว่าด้วยกำหนดแบบและระยะเวลาการส่งข้อมูลเกี่ยวกับการผลิต การใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงาน และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการบันทึกข้อมูลการใช้พลังงาน และการติดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีผลต่อการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงานของโรงงานควบคุม (Download)

                      แบบส่งข้อมูลการใช้งานของอาคาร การใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงานสำหรับอาคารควบคุม (แบบ บพอ.1) (Download)

                      แบบบันทึกการใช้พลังงาน การติดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีผลต่อการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงานสำหรับอาคารควบคุม (แบบ บพอ.2) (Download)

                      แบบส่งข้อมูลการผลิต การใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงานสำหรับโรงงานควบคุม (แบบ บพร.1) (Download)

                      แบบบันทึกการใช้พลังงาน การติดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีผลต่อการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงานสำหรับโรงงานควบคุม (แบบ บพร.2) (Download)

                     คู่มือการกรอกแบบส่งข้อมูลการใช้งานของอาคาร การใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงานสำหรับอาคารควบคุม (แบบ บพอ.1) (Download)

                     คู่มือการกรอกแบบบันทึกการใช้พลังงาน การติดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีผลต่อการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงานสำหรับอาคารควบคุม (แบบ บพอ.2) (Download)

                     คู่มือการกรอกแบบส่งข้อมูลการผลิต การใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงานสำหรับโรงงานควบคุม (แบบ บพร.1) (Download)

                     คู่มือการกรอกแบบบันทึกการใช้พลังงาน การติดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีผลต่อการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงานสำหรับโรงงานควบคุม (แบบ บพร.2) (Download)

                     บทกำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน
                1.เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมไม่ส่งข้อมูลการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงานตามแบบ บพร.1 และ บพอ.1 ให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท (มาตรา 56)
                2.ผู้รับผิดชอบด้านพลังงานผู้ใดรับรองข้อเท็จจริงตามแบบ บพร.1 และ บพอ.1 ควบคุมดูแลการบันทึกข้อมูลตามแบบ บพร.2 และ บพอ.2 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของการบันทึกดังกล่าวอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 57)

 

การกำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน

                     ตามมาตรา 11 (4) และ มาตรา 22 ประกอบกับกฏกระทรวง ฉบับที่ 3 หมวด 1 และฉบับที่ 6 หมวด 1ได้กำหนดให้เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมต้องกำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมส่งให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งในกฎกระทรวงได้กำหนดขั้นตอนและวิธีการไว้ดังนี้

                     1. ดำเนินการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้นและจัดทำรายงานการตรวจสอบดังกล่าว โดยส่งให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานทุก 3 ปี นับแต่วันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับ (กฎกระทรวงมีผลบังคับใช้เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 15 พฤศจิกายน 2538 แต่ยังบังคับใช้ไม่ได้เนื่องจากต้องให้พระราชกฤษฎีกากำหนดอาคารควบคุมมีผลบังคับใช้ก่อน คือวันที่ 12 ธันวาคม 2538 กฎกระทรวงจึงมีผลบังคับใช้)
                ในกรณีที่เป็นอาคารควบคุมก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดอาคารควบคุมมีผลใช้บังคับ ให้ดำเนินการและจัดส่งรายงานตัวแรกภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่กฎกระทรวงมีผลบังคับใช้
                     2. ดำเนินการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานโดยละเอียดและจัดทำรายงานตรวจสอบดังกล่าว โดยส่งให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานทุก 3 ปี โดยครั้งแรกให้ดำเนินการจัดส่งรายงานภายใน 6 เดือนหลังจากส่งรายงานตามข้อ 1
                3. นำผลการตรวจสอบตามข้อ 1 และ 2 มาจัดทำเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานและจัดทำรายงานดังกล่าว ส่งให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ให้ความเห็นชอบทุก 3 ปี โดยครั้งแรกให้ส่งรายงานภายใน 6 เดือนหลังจากส่งรายงานตาม ข้อ 2

                     การกำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานตามขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมต้องมอบหมายให้ที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์พลังงานที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (Registered Consultant : RC) เป็นผู้ดำเนินการให้ โดยเจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการว่าจ้าง RC จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยจะมีรายละเอียดในหัวข้อ “สิทธิที่ได้รับจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน”

                ทำเนียบรายชื่อที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม Download ได้จากหัวข้อ “ที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์พลังงาน”

                กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2538) ว่าด้วยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาให้เจ้าของอาคารควบคุมจัดทำ ส่งเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานของอาคารควบคุม และตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน (Download)

                ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง วิธีการจัดทำรายงานการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานของอาคารควบคุม (Download)

                กฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2540) ว่าด้วยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาให้เจ้าของโรงงานควบคุมกำหนดและส่งเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานของโรงงานควบคุม และตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน (Download)

                ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง วิธีการจัดทำรายงานการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานของโรงงานควบคุม (Download)

                     บทกำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน

                     เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมไม่กำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานและส่งให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท

(มาตรา 56)

 

การตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน

                     ตามมาตรา 11 (4) และมาตรา 22 ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 หมวด 2 และฉบับที่ 6 หมวด 2 ได้กำหนดให้เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม ทำการตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานที่กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานให้ความเห็นชอบแล้ว และจัดทำรายงานทุกๆ 1 ปี โดยครั้งแรกให้ดำเนินการจัดส่งรายงานภายใน 6 เดือน หลังจากแผนอนุรักษ์พลังงานได้รับความเห็นชอบแล้ว

                      ในการตรวจสอบดังกล่าว เจ้าของโรงงาควบคุมและอาคารควบคุมต้องมอบหมายให้ที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์พลังงานที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (Registered Consultant : RC) เป็นผู้ดำเนินการให้

                กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2538) ว่าด้วยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาให้เจ้าของอาคารควบคุมจัดทำ ส่งเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานของอาคารควบคุม และตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน (Download)

                กฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2540) ว่าด้วยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาให้เจ้าของโรงงานควบคุมกำหนดและส่งเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานของโรงงานควบคุม และตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน (Download)

                      บทกำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน
                1. เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมไม่ดำเนินการตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานและส่งให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท (มาตรา 56)
                2. ผู้รับผิดชอบด้านพลังงานผู้ใดรับรองข้อเท็จจริงในการตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนฯ อันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 57)

 

สิทธิที่ได้รับจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

                     เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมจะได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์พลังงาน (RC) ในการกำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                     1. เงินช่วยเหลือให้เปล่าในการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น ไม่เกิน 100,000 บาทต่อโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม
                     2. เงินอุดหนุนจำนวนร้อยละ 50 ของค่าใช้จ่ายในการจัดทำเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน แต่ไม่เกิน 500,000 บาทต่อโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม (เงินอุดหนุนที่ให้ในการจัดทำเป้าหมายและแผนฯ นี้รวมค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและวิเคราะห์ฯ โดยละเอียดด้วย)
                      เฉพาะอาคารควบคุมของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจะให้ความช่วยเหลือในรูปของเงินให้เปล่าทั้งหมดในการศึกษา การตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น การตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานโดยละเอียดรวมทั้งการจัดทำเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน

                     สำหรับ การลงทุนปรับปรุงการใช้พลังงานในอาคารควบคุมให้เป็นไปตามเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานที่กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ให้ความเห็นชอบไปแล้ว เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมสามารถขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานได้ โดยให้เป็นเงินอุดหนุนภาระดอกเบี้ยจากการลงทุนในแต่ละมาตรการในแผนอนุรักษ์พลังงานนั้น โดยจะเป็นเงินอุดหนุนให้เปล่าเพื่อผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Internal Rate of Return , FIRR) ของแต่ละมาตรการเพิ่มขึ้นจนเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำสุดสำหรับลูกค้ารายย่อย(Mininum Retail Rate , MRR) ของธนาคารกรุงไทยเฉลี่ยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาบวกสอง (MRR+2) แต่ทั้งนี้จำนวนเงินสูงสุดสำหรับแต่ละมาตรการจะต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดในตารางดังต่อไปนี้

ขนาดของเงินลงทุน
(ล้านบาท)

จำนวนเงินสูงสุดที่จะให้การ
สนับสนุน (ล้านบาท)

ร้อยละของเงินลงทุนสูงสุด
ที่จะให้

0-2
2 ขึ้นไป - 5
5 ขึ้นไป - 10
10 ขึ้นไป - 20
20 ขึ้นไป - 50
50 ขึ้นไป

1.20
2.55
4.15
6.35
9.95
10.00

60
45
32
22
12
-

                     ทั้งนี้ มาตรการที่จะได้รับการสนับสนุนจะต้องมีผลตอบแทนการลงทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง (Real Economic Internal Rate of Return , EIRR) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 9
                     เฉพาะอาคารควบคุมของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจะให้ความช่วยเหลือในรูปของเงินเปล่าทั้งหมดในการลงทุนตามแผนอนุรักษ์พลังงาน ทั้งนี้มาตรการลงทุนและการปรับปรุงแต่ละมาตรการที่จะได้รับการสนับสนุน ต้องมีผลตอบแทนการลงทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 9

                ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการขอจัดสรร ขอเงินช่วยเหลือหรือขอเงินอุดหนุนจากกองทุน ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2527 (Download)

                ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการขอจัดสรร ขอเงินช่วยเหลือหรือขอเงินอุดหนุนจากกองทุน ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2539 (Download)

 

เอกสารประกอบการขอเบิกเงินสนับสนุน

                     ๑. ผู้ลงนามหนังสือขอเบิกเงินต้องเป็นผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคล โดยแนบสำเนาบัตรประชาชนและรับรองสำเนาถูกต้อง หรือเป็นผู้รับมอบอำนาจจากนิติบุคคลนั้น โดยมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมติดอากรแสตมป์พร้อมสำเนาบัตรประชาชนหรือบัตรประจำตัวคนต่างด้าวของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ และเจ้าของหลักฐานเป็นผู้รับรองสำเนาถูกต้อง (สำเนาบัตรประชาชนต้องยังไม่หมดอายุ)
                ๒. สำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท หรือหนังสือสำคัญแสดงการเป็นนิติบุคคล เช่น อช.๑๓ ในการจดทะเบียนเป็นสมาคม, มูลนิธิ ออกให้ไม่เกินหกเดือนและรับรองความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว
                ๓. กรณีเป็นอาคารควบคุม/โรงงานควบคุมของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ หน่วยงานของรัฐตามกฎหมาย การดำเนินการต้องกระทำในนามนิติบุคคล และผู้ลงนามหนังสือขอเบิกเงินต้องเป็นหัวหน้าหน่วยงานผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล โดยไม่ต้องใช้หลักฐานแสดงตนหรือแสดงฐานะเว้นแต่จะเป็นผู้รักษาราชการแทนหรือรักษาการแทนจะต้องแนบเอกสารการมีอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการมาแสดงด้วย หรือหากได้รับมอบอำนาจจากหัวหน้าหน่วยงานระดับนิติบุคคล ให้มีอำนาจกระทำการเช่นนั้นแล้ว ให้แนบสำเนาหนังสือแต่งตั้ง/มอบหมาย หรือคำสั่งมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวข้าราชการแนบประกอบการขอรับการสนับสนุนด้วย

 

ค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้ไฟฟ้า

                     ตามมาตรา 42 ได้กำหนดให้เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมต้องมีหน้าที่ชำระค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้ไฟฟ้า ในกรณีที่โรงงานควบคุมและอาคารควบคุมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 9 (กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กำลังดำเนินการร่างกฎกระทรวงมาตรฐานการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานควบคุม) หรือ มาตรา 19 ว่าด้วยมาตรฐานการอนุรักษ์พลังงานในอาคารควบคุม (มีผลใช้บังคับวันที่ 12 ธันวาคม 2538) เมื่อพ้นกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่กฎกระทรวงดังกล่าวใช้บังคับ ค่าธรรมเนียมดังกล่าวการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง แล้วแต่กรณีจะเป็นหน่วยที่เรียกเก็บจากโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมโดยตรง

                      ขั้นตอนในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม จะกระทำเมื่อมีกรณีที่ต้องดำเนินการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ โดยอธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน มีหนังสือแจ้งเจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่จะต้องชำระค่าธรรมเนียมทราบ และให้ภาระการชำระเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนถัดไปนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากอธิบดี (มาตรา 44)

                      ในกรณีที่ถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ ให้คณะกรรมการกองทุนฯพิจารณาระงับสิทธิการขอรับการส่งเสริมและช่วยเหลือแก่โรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุมเป็นการชั่วคราวได้ หรือให้ระงับหรือลดการให้การส่งเสริมและช่วยเหลือเป็นการชั่วคราวได้ตามเห็นสมควร (มาตรา 45)

                      เมื่อเจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมได้ปฏิบัติตามกฏกระทรวงที่ออกตามมาตรา 9 และ 19 แล้ว ให้แจ้งอธิบดีทราบ โดยอธิบดีต้องพิจารณาภายใน 30 วัน ว่าโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงหรือไม่ ในกรณีที่ได้ปฏิบัติแล้วให้อธิบดีมีคำสั่งยุติการเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษและมีหนังสือแจ้งให้โรงงานควบคุมและอาคารควบคุมทราบ โดยมีผลการยุติเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนถัดไป (มาตรา 46)

การขอผ่อนผันการปฏิบัติตามกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน

                      ตามมาตรา 8 วรรค 3 และมาตรา 18 ได้ให้สิทธิแก่เจ้าของโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุมที่มีการใช้พลังงานต่ำกว่าขนาดหรือปริมาณที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกากำหนดโรงงานควบคุม หรือพระราชกฤษฎีกากำหนดอาคารควบคุมและจะใช้พลังงานในระดับดังกล่าวต่อไป เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน อาจแจ้งรายละเอียดพร้อมด้วยเหตุผล และมีคำขอให้อธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ผ่อนผันการที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ได้

                      เพื่อให้การแจ้งรายละเอียด เหตุผล ในการยื่นคำขอผ่อนผันและหลักฐานประกอบการพิจารณาเป็นไปโดยครบถ้วนถูกต้อง และให้การพิจารณาแล้วเสร็จโดยเร็ว กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน จึงได้ออกประกาศกำหนดแนวทางการปฏิบัติในการขอผ่อนผันการปฏิบัติตามกฎหมายไว้ดังต่อไปนี้

                      1.การยื่นคำขอผ่อนผันการปฏิบัติตามกฎหมาย ให้ยื่นโดยใช้แบบฟอร์ม บพผ.1 
                      2.ให้ยื่นคำขอผ่อนผัน ณ สำนักกำกับและอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน 
                      3.การขอผ่อนผัน จะพิจารณาให้ครั้งละไม่เกิน 1 ปี หากมีความจำเป็นต้องขอผ่อนผันเกินกว่าที่กำหนด ต้องขอขยายเวลาเพิ่มเติมล่วงหน้าก่อนระยะเวลาผ่อนผันจะหมดลงไม่น้อยกว่า 1 เดือน

                ประกาศกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน เรื่อง กำหนดแนวทางปฏิบัติและแบบคำขอผ่อนผันการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (Download)

 

บทกำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน

                     1. มาตรา 53 เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมแห่งใด แจ้งรายละเอียดหรือเหตุผลเกี่ยวกับการขอผ่อนผันการปฏิบัติตามกฎหมาย อันเป็นเท็จ (มาตรา 8 วรรค 3) ต้องระวางโทษปรับจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 150,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 53)

                     2. มาตรา 54 เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีที่สั่งให้เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้พลังงานเพื่อตรวจสอบให้การอนุรักษ์พลังงานเป็นไปตามมาตรฐานตามมาตรา 9 สำหรับโรงงานควบคุม มาตรา 19 สำหรับอาคารควบคุม (มาตรา 10 และมาตรา 21) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

                     3. มาตรา 55 เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมผู้ใด ไม่แจ้งแต่งตั้งผู้รับผิดชอบด้านพลังงานประจำโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม (มาตรา 11 (1) และ 22) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท

                     4. มาตรา 56 เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมผู้ใด ไม่ส่งข้อมูลการใช้พลังงานฯ ตามแบบ บพร.1 และ บพอ.1 ให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ไม่จัดให้มีการบันทึกข้อมูลการใช้พลังงานตามแบบ บพร.2 และ บพอ.2 ไม่กำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานและส่งให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน และไม่ตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนฯ (มาตรา 11 (2) (3) (4) (5) หรือ มาตรา 22) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท

                     5. มาตรา 57 เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมผู้ใด รับรองผลงานด้านการอนุรักษ์พลังงานให้กับผู้ที่จะเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน อันเป็นเท็จ (มาตรา 13 (1) (2) และ มาตรา 22 ) หรือผู้รับผิดชอบด้านพลังงานผู้ใด รับรองข้อเท็จจริงตามแบบ บพร.1 บพอ.1 บพร.2 บพอ.2 หรือรับรองการตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนฯ (มาตรา 14 (3) (4) (6) และ มาตรา 22) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                     6. มาตรา 59 ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม (มาตรา 47 (2) ) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

                     7. มาตรา 60 ในกรณีผู้กระทำความผิด ซึ่งรับโทษตามกฎหมายนี้เป็นนิติบุคคลกรรมการ หรือผู้จัดการของนิติบุคคล หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนร่วมในการกระทำตามผิดนั้น

                     8. มาตรา 61 บรรดาความผิดตามกฎหมาย ให้คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีที่รัฐมนตรี แต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในทางกฎหมาย 3 คน มีอำนาจเปรียบเทียบคดีได้ และเมื่อผู้กระทำความผิดได้ชำระค่าปรับภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีกำหนดแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาตามอาญา

                     ในการสอบสวนถ้าพนักงานสอบสวนพบว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามกฎหมาย และบุคคลนั้นยินยอมให้เปรียบเทียบ ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีดำเนินการภายใน 7 วันนับแต่วันที่ผู้นั้นแสดงความยินยอมให้เปรียบเทียบ